บทความ


รูปแบบ การตีเข่า สไตล์ มวยไทย ( Muay Thai )

รูปแบบ การตีเข่า สไตล์ มวยไทย ( Muay Thai )

การตีเข่า หนึ่งในการออกอาวุธสำคัญ สไตล์ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่มีรูปแบบการตีเข่าที่หลากหลาย

 

การตีเข่า ในกีฬา มวยไทย

 

เข่า ( Knee ) อวัยวะส่วนหนึ่งที่ใช้ในการ ออกอาวุธไปยังเป้าหมาย ในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) โดยเข่า ถือได้ว่าเป็น อาวุธสั้นรองจาก การเตะ จึงมักใช้ในการออกอาวุธ ในระยะประชิด มากกว่าในระยะไกล เช่น เข่าคลุกวงใน กอดปล้ำตีเข่า โยนเข่า และแทงเข่า

 

การใช้เข่า สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า "การตีเข่า" หมายถึง การยกเท้าขึ้นแล้วงอเข่าขึ้น ให้เป็นมุมฉาก หรือมุมแหลม ใช้ส่วนเข่าด้านหน้า หรือด้านข้าง (ด้านใน) กระแทกไปยัง เป้าหมายที่ต้องการ โดยเป้าหมายของการตีเข่า คือ บริเวณต้นขา ท้อง ชายโครง ลำตัว หน้าอก และทวารหนัก หากตีเข่าสูงขึ้นไป จะมีเป้าหมาย คือ ต้นแขน ปลายคาง และใบหน้า การใช้เข่าตี หรือกระแทกขึ้นไป ขณะตั้งท่าอยู่ และบางโอกาส นักมวย จะต้องใช้มือทั้ง 2 ข้างจับที่คอคู่ต่อสู้ ร่วมด้วย เพื่อใช้เข่าออกอาวุธได้ถนัด และปะทะอย่างรุนแรง

 

การตีเข่า ในกีฬามวยไทย มีรูปแบบ ดังนี้

 

 เข่าตรง

 

เป็นการยกเข่า หรือกระแทกเข่า ยกขึ้นไป โดยการงอเข่า เป็นมุมแหลม โดยใช้ส่วนที่เป็นหัวเข่ากระทบเป้าหมาย และให้ปลายเท้าของเข่าที่ยกขึ้น ตีชี้ไปทางข้างหลัง นิยมใช้ท่านี้ ในระยะประชิดตัว เป้าหมายของการตีเข่าท่านี้ ได้ แก่ บริเวณท้อง คาง และใบหน้าของคู่ต่อสู่ สามารถตีได้ ทั้งเข่าซ้าย หรือเข่าขวา แล้วแต่ความถนัดของนักมวย

 

ข้อสำคัญของการ ตีเข่าตรง คือ มือทั้งสองข้าง ต้องยกขึ้นสูง เพื่อป้องกัน การตีเข่าใน ลักษณะเข่าโหน มือทั้ง 2 ที่โน้มคอลงมานั้น ควรใช้แขน และศอกชิดกัน เพื่อป้องกัน ซึ่งเข่าตรง สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ เข่าตรงตีนำ และเข่าตรงตีตาม ส่วนเข่าโหน คือการตีเข่าโดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับท้ายทอยของคู่ต่อสู้ดึง และโน้มคอลงมา พร้อมกับตีเข่า ไปยังเป้าหมาย

 

เข่าเฉียง

 

เป็นการตีเข่า ในลักษณะที่เฉียงขึ้น ให้เข่าปะทะกับ เป้าหมาย ด้วยการใช้ แรงเหวี่ยงจากสะโพก เป้าหมายตีเข่าเฉียง มักอยู่ที่บริเวณ ชายโครง ท้อง หน้าอก คาง และใบหน้า การตีเข่าเฉียง ด้านที่ใช้ตีเข่า จะตรงข้ามกับเป้าหมาย คือ ถ้าตีเข่าซ้าย จะต้องใช้เข่าเฉียง เข้าปะทะ เป้าหมายทางด้านขวา หรือถ้าตีเข่าขวา จะต้องใช้เข่าเฉียง เข้าปะทะ เป้าหมายทางด้านซ้าย

 

การตีเข่าเฉียง หากเข้ากอดรัด แล้วจับคู่ต่อสู้ไว้ให้แน่น แล้วดึงมาทางด้านข้างที่จะตีเข่า ปลายเท้าชี้ลงสู่พื้นไปทางด้านหลัง วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความรุนแรงของการตีเข่ามากขึ้นได้

 

เข่าตัด

 

เป็นการตีเข่า ที่มีทิศทางการตีเข่า ผ่านจากซ้ายไปขวา หรือจากขาวไปซ้าย ในทิศทางที่ขนานกับพื้น หรือเป็นแนวเดียวกัน หรือตีตัดลงมาหาพื้น โดยที่ปลายเท้า ชี้ไปทางด้านหลัง ให้ใช้แรงเหวี่ยงจากสะโพก เหวี่ยงตัดเข้าหาลำตัว ให้ส่วนของหัวเข่าปะทะกับเป้าหมายที่บริเวณต้นขา หรือชายโครงของคู่ต่อสู้

 

ข้อสำคัญในการ ตีเข่าตัด ให้ใช้แรงบิดจากเอว พร้อมแรงดึงเข้าหา แล้วตี จึงจะมีแรงกระแทกมาก นอกจากนี้ การตีเข่า อาจจะใช้ การเหวี่ยงให้คู่ต่อสู้เสียหลักก่อน แล้วจึงตีเข่าสวน ซึ่งบางครั้ง การตีเข่าตัดขึ้นเป็นวงโค้ง จากด้านบนลงมาด้านล่าง จะเรียกลักษณะการตีเข่านี้ว่า "เข่าโค้ง"

 

เข่าลอย

 

เป็นการยกเข่าขึ้นทำมุม โดยการชี้ปลายเท้าไปทางข้างหลัง แล้วใช้เข่าพุ่งเข้าปะทะเป้าหมาย พร้อมกับยกดัดเท้าอีกข้างที่เป็นฐาน ให้ดีดพุ่งขึ้น ลอยพ้นจากพื้น พุ่งไปยังเป้าหมายที่ต้องการ อย่างบริเวณ อก ลิ้นปี่ คาง และใบหน้า โดยสามารถใช้เข่านำ หรือเข่าตามก็ได้ การใช้เข่าลอย ในบางครั้ง อาจจะใช้พุ่งเข่าหน้าไปก่อน แล้วตามสลับเข่าหลัง เป็นเข่าหน้าเข้าปะทะเป้าหมายก็ได้

 

เข่าลา

 

เป็นการตีเข่า โดยใช้ บริเวณเข่า และแข้ง ปะทะเป้าหมาย ระยะการใช้เข่าลา อยู่ในระยะกลาง การตีเข่ารูปแบบนี้ ไม่ต้องจับคอ แต่ตีเฉียงในลักษณะคล้ายกับการเตะเฉียง อาจพับเข่าลงเล็กน้อย เป้าหมายให้ตีเข่าเข้าที่ท้อง  และชายโครงของคู่ต่อสู้

 

เข่าน้อย

 

เป็นการตีเข่าขณะที่เข้ากอดรัดคอ สะพายแล่ง หรือเอว ร่วมกับคู่ต่อสู้ ให้ตีเข่าเข้าที่บริเวณต้นขา หรือท้องน้อยของคู่ต่อสู้เร็ว ๆ เน้นหลาย ๆ ครั้ง เป็นการรบกวนคู่ต่อสู้ให้ขัดเท้า และปวดเท้า หากถูกตีเข่าน้อยหลาย ๆ ครั้ง อาจจะทำให้คู่ต่อสู้ เสียเหลี่ยมได้ จึงนิยมใช้ เมื่อคลุกวงใน

 

การตีเข่า ถือเป็นการออกอาวุธ ในร่างกายที่มีพลัง และมีอานุภาพรุนแรงมาก โดยเฉพาะ การต่อสู้กับคู่แข่ง ในระยะประชิด นักมวย จึงควรรู้รูปแบบของ การออกอาวุธที่หลากหลาย ของการใช้ในแต่ละอวัยวะ เพื่อใช้ออกอาวุธได้อย่างเหมาะสม ตามสถานการณ์การแข่งขันที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นให้มีประสิทธิภาพที่สุด

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

แนะนำ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ ค่าตัวแพง

หุ่นสวยด้วยท่าออกกำลังกายในแบบ ฉบับ นักมวย

แนะนำ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ ค่าตัวแพง

แนะนำ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ ค่าตัวแพง

เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนคงรู้จัก นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ชื่อดังหลาย ๆ คนอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่า ค่าตัว หรือ ค่าตัวนักมวย ที่แพงที่สุดนั้นเป็นใคร และ จะมี นักมวย คนไหนที่มี ค่าตัวแพง กันบ้าง มาดูกันค่ะ

 

นักมวยค่าตัวแพง ซึ่งอย่างที่เรา รู้กันดีว่านักชก มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นหากว่าโชว์ลีลา ได้ดีบนสังเวียน ให้เป็นที่น่าจดจำได้ ก็สามารถที่จะ ช่วยสร้างชื่อเสียง ให้กับตัวนักมวยเอง เป็นอย่างมากทีเดียว และ จะมีชื่อเสียงไปจนถึง ค่ายมวย และ โปรโมเตอร์ ซึ่งในการชกบนสังเวียน ตามงานต่าง ๆ นั้น ส่วนมากแล้ว นักมวย ก็จะได้ค่าตัว เริ่มต้นอยู่ที่ไฟต์ละ 300 จนถึง 2,000 บาท ตามแต่ประสบการณ์ ตามแต่กระดูกมวย ของตัวนักมวยเอง ที่สั่งสมมา

 

ซึ่งทางรายได้ดังกล่าว จะถูกค่ายมวย หักเปอร์เซนต์ออกไปตามแต่ ที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อเป็นค่าดูแลปลุกปั้น และ หากว่าเป็น นักมวยน้ำดี ฝีเท้าหนัก ๆ ก็จะ ขยับมาแข่งขัน บนเวทีใหญ่ ๆ อย่าง เวทีราชดำเนิน ลุมพินี ที่เป็นเวทีระดับ ประเทศของไทยเรานั่นเอง

 

แต่ปัจจุบันว่ากันต่อไปอีกว่า บรรดานักมวยไทยชื่อดัง หากขึ้นต่อยใน เมืองไทยในยุคนี้ อย่างเก่งค่าตัวก็อยู่ที่ 200,000250,000 บาทต่อไฟต์ เพราะผู้จัดเองก็ ประสบปัญหาขาดทุน จากยอดจำหน่ายตั๋ว ยิ่งถ้านำ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ชื่อดังมาขึ้นเวที เป็นคู่เอก ของรายการนั้น ๆ ก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่าย ที่สูงขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นแล้วเหล่า บรรดายอด นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งหลายที่ยังต่อยอยู่ จึงเลือกที่จะหันเห เส้นทางไปเซ็นสัญญา ขึ้นสังเวียนต่อย เวทีต่างประเทศ อย่างเช่น จีน มาเก๊า ฮ่องกง ญี่ปุ่น เป็นต้น และ เชื่อหรือไม่ว่า ในปัจจุบันนี้ นักมวยที่มีชื่อเสียงนั้น มีค่าตัวเป็นหลัก แสน หรือ ล้าน กันเลยก็มี ซึ่งวันนี้เราจะ มาดูกันว่าใน ค่าตัวนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่มีค่าตัวแพง นั้นจะมีใครบ้างมาดูกันเลย

 

1. บัวขาว บัญชาเมฆ

แน่นอนว่าสำหรับ ยอด นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) อย่าง บัวขาว บัญชาเมฆ หรือที่ในวงการ ให้ฉายาว่า ดำดอทคอม รายได้ของเขานั้น มีมากถึง 4,000,000 บาท แต่สำหรับใน ต่างประเทศ นั้นเรียกเขาว่า แบล็คโกลด์ นักชกฝีมือดี ที่เริ่มเข้าวงการ กีฬามวยตั้งแต่อายุได้ 8 ขวบ เคยอยู่ในสังกัด ค่ายป.ประมุข และ คว้าแชมป์ มาแล้วหลายรายการ และ ในปัจจุบันนี้ บัวขาว เองก็ได้เปิด ค่ายมวยของตัวเอง ที่แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในชื่อค่ายว่า บัญชาเมฆ เพื่อได้ให้เด็กรุ่นใหม่ และ สำหรับผู้ที่ สนใจในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ได้มีโอกาสฝึกซ้อม และ พัฒนากันต่อไป

 

2. สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง

สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง เรียกได้ว่าเขานั้น เป็น  นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่มีชื่อเสียงระดับ มวยแม่เหล็ก แห่งวงการคิกบ็อกซิ่ง อันดับต้น ๆ ของโลก พร้อมพ่วงดีกรีแชมป์โลก มวยไทย ( Muay Thai ) และ คิกบ็อกซิ่ง ถึง 12 สมัย จัดได้ว่าเป็นมวยซ้าย ที่อันตรายที่สุด คนหนึ่งของยุคเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าเขาจะ เปิดตัวไม่ค่อยที่จะ สวยงามนักใน วัน แชมเปียนชิพ ( ONE Championship ) แต่ทาง สิทธิชัย เชื่อว่าเขาจะสามารถ กลับมาทวงความ ยิ่งใหญ่ในฐานะ นักชกที่เก่งกาจ ที่สุดในโลกได้ และ รายได้ของเขานั้น มากถึง 1,500,000 บาท

 

3. ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์

แชมป์โลก มวยไทย ( Muay Thai ) หลายสมัยอย่าง ยอดแสนไกล ไอเว แฟร์เท็กซ์ มีรายได้กว่า 1,200,000 บาท เขาคือ นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ชื่อดัง และ ประสบความสำเร็จ มากที่สุดคนหนึ่ง ในระดับโลก เขาได้เติบโตท่ามกลาง ความแห้งแล้ง ในภาคอีสาน เขาเริ่มเข้ามาเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ในงานวัดมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เพื่อค่าตัวเพียงแค่ 20 บาทเท่านั้น

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ประวัติศาสตร์ มวยไทย ( Muay Thai ) จากรุ่นสู่รุ่น

เทคนิค เสริมสร้างการทรงตัว ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

หุ่นสวยด้วยท่าออกกำลังกายในแบบ ฉบับ นักมวย

หุ่นสวยด้วยท่าออกกำลังกายในแบบ ฉบับ นักมวย

ใคร ๆ หลาย ๆ คนคงเห็นหุ่นของ นักมวย กันอยู่แล้วว่า นักมวย แต่ละคนนั้นเขามีร่างกาย และ หุ่นที่สวยขนาดไหน วันนี้เราเลยจะเอา ท่าออกกำลังกายในแบบ ฉบับ นักมวย มาให้เราดูแล้วเอาไปลองกัน

 

            การ ออกกำลังกาย เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือการ ทำให้ร่างกาย ของเราแข็งแรง หรือ ทำให้ ร่างกาย ตามส่วนต่าง ๆ ของเรา จากไขมัน ให้กลายเป็นกลามเนื้อ และ รวมไปถึงใคร ที่ออกกำลังกาย เพื่อที่จะลด ความอ้วน วันนี้เราจะเอา ท่าทาง การออกกำลังกาย ในแบบ ฉบับ นักมวย ที่บอกเลยว่า ใครเอาไปทำตาม จะมีหุ่นที่ฟิต ร่างกายที่สวยงาม อย่างแน่นอน

            

            มวยไทย ถือเป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยม อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทย หรือ รวมไปถึง ต่างประเทศ ต่างพากันให้ความสนใจ และทำให้ กีฬา ประเภท นี้ถูกจัดการแข่งขัน ขึ้นบ่อยอย่างมาก ในหลาย ๆประเภท ทำให้ นักมวย คนไทย หลาย ๆ คนโดงดั่งไปถึงต่างประเทศ และยิ่งทำให้ มวยไทย ในบ้านเรา มีชื่อเสีย เป็นที่รู้จักกันมาก ยิ่งขึ้น นั่นเอง และสำหรับ ท่านใดที่สนใจ อยากฝึก อยากมีหุ่นที่สวยงาม กล้ามหน้าท้องเน้น ๆ ใหเหมือน นักมวย แล้ววันนี้เรา จึงจะมาแนะนำ ท่าทางการ ออกกำลังกาย ในแบบฉบับ นักมวย เพื่อมีใครสนใจ แล้วลองเอาไปรับใช้ ในการ ออกกำลังกาย ไปดูกันดีกว่า ว่าจะมีท่าอะไรกันบ้าง

 

ท่า Shoulder Presses

 

            ในการแข่งขันกีฬา ประเภท มวยไทย ( Muay Thai ) นั้น หัวไหล่ ที่แข็งแรง นั้นเป็นปัจจัย ที่สำคัญ ในการชก เพราะ เนื่องจากว่า กล้ามเนื้อ ในส่วนมัดนั้นเป้นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออก ไปตรง ๆ ไปและยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้ ได้อีกด้วย ดันนั้นการ ออกำลังกาย ที่เน้นไปที่หัวไหล่ ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ต่อหนักมวย ดังนั้นในท่า Shoulder Presses ถือว่า ตอบโจทย์ อย่างมาก สำหรับ นักมวย ที่จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้าง ช่วยไป กล้ามเนื้อ ของหัวไหล่ ได้เป็นอย่างดี โดย เฉพราะ อุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลัก นั้นก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ เรา นั้นสามารถ ไปใช้ขวด น้ำที่ ใส่น้ำ เต็ม ๆ เพื่อที่ จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหาร ร่างกาย ในบริเวณ ส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมี หัวไหล่ ที่สวยงามราวและแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย นั่นเอง

 

ท่า Clap Press-Up

 

            อีกหนึ่ง วิธีออกกำลังกายที่ จะสามารถ ทำได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะอยุ่ ที่ไหน และต้องบอกเลยว่า ใช้ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้ง ตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ ท่า Clap Press-Up ถือว่า เป็นท่ายอด ฮิตอย่างมาก สำหรับ คนชอบ ออกกำลังกาย และ โดยวิธีการก็แสนง่าย อย่างมาก เพียงคุณใช้กำลัง ของมวลกล้ามเนื้อ ของร่างกาย ของเรา และ ส่วนบนออกมาให้หนัก ท่านี้ ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่ง ของกล้ามเนื้อ เพียงอย่างเดียว แต่มันยัง สามารถไป ช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่นักมวยไทย ( Muay Thai ) จำเป็นสำหรับนักมวยไทย ( Muay Thai ) ทุกคนด้วย

 

ท่า Plank

 

            ถือว่า เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดา ๆ อย่างมาก และเป็นท่า ยอดฮิต สำหรับ หนุ่ม ๆที่ไป ฟิสเนส และยังเป็น ท่าที่ นักมวย ทำกันเป็นประจำ  แต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง และยัง ถือเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ แทบจะทุกส่วน ของร่างกาย กันเลยทีเดียว และ เพื่อที่จะสามารถ ทำท่า Plank ให้ได้ และ ทำให้แกร่งและนาน อย่างไรก็ตามในการออกกำลังกายต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกาย ของเรา และแถมยังไป ช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย นั่นเอง

 

ท่า Push Ups

 

            มาถึง ในส่วนของท่านี้ ต้องบอกเลยว่า ค่อนข้างที่จะยาก สำหรับคนที่ไม่เคย หรือ ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เพราะ ท่า “ Push Ups ” น่าจะเป็นอุปสรรค ในช่วงแรก  ๆ และ เพียงแค่คุณตั้งใจ และ พร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่านี้ ก็ถือว่า มันมี ทั้ง ง่าย ๆ และไปถึง ยากเลยนั่นเอง ท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอาจจะเริ่มจาก ทำที่ละน้อย ๆ ครั้ง ค่อย ๆเป็น ค่อย ๆไป  แล้ว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ให้กับหลายส่วน ของร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็น หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยไทย ( Muay Thai ) ทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะPush Ups เป็นประจำทุกวัน  

 

ท่า Burpees

 

            ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความ ยาก อีกหนึ่ง ท่าที่เราจะเอามาแนะนำ และ ต้องบอกเลยว่า นักมวย ก็ทำท่านี้กันเป้นส่วนมาก และแถมยัง เรียกเหงื่อย และ เหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดใน หลาย ๆ  ท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ ในร่างกายของเรา และแถมยัง เป็นเห็นผลดีที่สุดของการออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญ ไขมันส่วนเกิน ในร่างกาย ของเรา ในส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และถ้าหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย“Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความเป็นมาของ มวยไทย ในแต่ละยุคสมัย

มวยไทย กับเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆหลายๆคนหลงใหล

ความเป็นมาของ มวยไทย ในแต่ละยุคสมัย

ความเป็นมาของ มวยไทย ในแต่ละยุคสมัย

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้สำคัญของประเทศไทย ที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยที่คนทั่วโลกรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยมวยไทย มีการกำเนิดมาตั้งแต่ สมัยโบราณ และมีประวัติ ความเป็นมา ในแต่ละยุคสมัยที่น่าสนใจอย่างมาก

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้ที่อยู่กับคนไทยอย่างมาช้านาน ซึ่งการเกิดขึ้นของ มวยไทย เริ่มขึ้นเมื่อใดนั้น ไม่มีหลักฐานปรากฎที่แน่ชัด แต่สามารถกล่าวได้ว่า มวยไทยเกิดมาพร้อมกับคนไทย เพื่อการสร้างชาติไทยให้กลายเป็นปึกแผ่นได้ โดยหากกล่าวถึง ความเป็นมา ของมวยไทย ในยุคประวัติศาสตร์ สามารถแบ่งได้ตามสมัย ดังนี้

 

สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1921)

 

ในสมัยนี้ การต่อสู้มือเปล่าด้วยวิชา มวยไทย ( Muay Thai  ) มีใช้อยู่ในการต่อสู้กับข้าศึก และเป็นการใช้ร่วมกับอาวุธต่าง ๆ อย่างดาบ หอก มีด โล่ หรือธนูอีกด้วย โดยการฝึกสอนมวยไทยในสมัยนี้ จะมีการจัดสำนึกขึ้นในสถานที่ ได้แก่ วัด บ้าน สำนักราชบัณฑิต ที่เปิดสอนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวรวมอยู่ด้วย

 

สมัยอยุธยา (พ.ศ. 1893 - 2310)

 

สมัยนี้ การถ่ายทอดวิชาการต่าง ๆ มาจากสมัยสุโขทัยอย่างต่อเนื่องกัน เช่น การคล้องช้าง, การฆ่าสัตว์, การฟ้องรำ และการละเล่นต่าง ๆ และวัดก็คงเป็นสถานที่ให้ความรู้ ทั้งสามัญและฝึกความชำนาญในเชิงดาบ, กระบี่กระบอง, กริช, มวยไทย, ยิงธนู เป็นต้น

 

ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลาย ในช่วงปี พ.ศ.2174 - 2233 รัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครองราชย์ นับว่ามวยไทย มีความเจริญขึ้นมาอีก เนื่องจาก นายขนมต้ม ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์มวยไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน นายขนมต้ม จึงเป็นนักมวยเอกคนแรกของไทย ที่ได้ประกาศฝีมือลายมือมวยไทยในต่างแดน

 

ต่อมา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ มวยไทย ( Muay Thai ) ถือได้ว่า มีความเจริญอย่างมาก เนื่องจาก พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ ที่ชอบชก มวยไทย มาตั้งแต่ก่อนขึ้นครองราชย์ และมักปลอมพระองค์ ไปชกมวยกับชาวบ้านอยู่เป็นประจำ พระองค์จึงได้ทรงสนับสนุนมวยไทยเป็นอย่างมาก และได้ทรงมีพระปรีชาอย่างมาก โดยได้ทรงคิดท่าแม่ไม้มวยไทย ในแบบเฉพาะพระองค์ จนกลายเป็น “ตำรามวยพระเจ้าเสือ” ซึ่งถือเป็น มรดกทางภูมิปัญญา จากบรรพชนที่ได้รับการถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง และสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

 

ซึ่งใน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 คณะรัฐมนตรี ได้มีมติกำหนดให้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันมวยไทย ซึ่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ตรงกับวันเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติของ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 นั่นเอง

 

สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2314)

 

ในสมัยนี้ พม่ายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ และมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยดาบหัก (นายทองดีฟันขาว) ซึ่งพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเข้าตากสิน) ได้โปรดให้ครองเมืองพิชัยอยู่นั้น ได้นำทัพออกต่อสู้กับพม่าจนดับหัก แต่ก็สามารถป้องกันเมืองพิชัยเอาไว้ได้ ประชาชนทั่วไปจึงเรียกว่า "พระยาพิชัยดาบหัก" ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้แต่งตั้งนายทองดีไปครองเมืองพิชัย และมีความชอบได้เป็นถึงพระยาพิชัย ต่อมาคนในตระกูลของพระยาพิชัยดาบหักก็ได้รับราชการมาตั้งแต่สมัยนั้นจนถึงรัชกาลที่ 6 ก็ได้พระราชทานนามสกุลว่า วิชัยขัทคะ แปลว่า ดาบวิเศษของพระวิชัย

 

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

ในปีพ.ศ. 2325 ในระยะต้น รัชกาลที่ 1-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นกษัตริย์ไทยที่ทรงโปรดการกีฬามาก เช่น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ร.1) ทรงโปรดกีฬามวยไทยเป็นอย่างมาก ในสมัยนั้น ได้มีฝรั่งสองคนพี่น้องเข้ามาหาคู่ชกมวยชนิดมีเดิมพัน พระองค์ได้จัดส่งหมื่นผลาญ นักมวยผู้เก่งกาจขึ้นชกกับ ฝรั่งสองพี่น้อง แม้หมื่นผลาญ จะมีร่างกายเล็กเสียเปรียบฝรั่งมาก แต่ด้วยศิลปะะมวยไทย อาวุธหมัด เท้า เข่า ศอก ฝรั่งสองพี่น้องจึงพ่ายแพ้ยับเยิน

 

ในสมัย รัชกาลที่ 4 ได้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์หัดเล่นกระบี่กระบอง พระองค์มีความชำนาญในกีฬามวยไทย จึงจัดให้มีการแข่งขันชกมวยขึ้นในชนบทและในกรุง นอกจากนี้ ได้ทรงแต่งตั้งผู้มีฝีมือในกีฬา มวยไทย ให้เป็นหัวหน้าในการจัดกีฬา และให้ยศตำแหน่งด้วย

 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แม้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 พ.ศ.2463 แต่ก็ได้เกิดสนามมวยขึ้นครั้งแรก ระบุว่าได้มีสนามมวยสวนกุหลาบ เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2463 คือ สนามมวยสวนกุหลาบ จัดให้มีการชกมวยไทยเป็นประจำ โดยในช่วงแรก ให้นักมวยชกกันบนพื้นดิน ผู้ชมที่ นั่งและยืน อยู่รอบบริเวณสังเวียน ซึ่งกว้างกว่า 20 เมตร มีการขีดเส้นกำหนดให้นั่งห้ามล้ำเข้าไปในเขตสังเวียน

 

ในสมัยปัจจุบัน ได้ทำการแข่งขัน ในเวทีมวยสำคัญอย่าง เวทีมวยราชดำเนิน และเวทีลุมพินี เป็นประจำ และยังมีเวทีมวยที่เปิดการแข่งขันถาวรและชั่วคราวทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีกมากมาย และยังมีพระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 มีสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ได้จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. นี้ให้มีหน้าที่ส่งเสริม คุ้มครอง สนับสนุนและควบคุมกิจการมวยไทยในประเทศไทยให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฏหมายอีกด้วย

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กับเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆหลายๆคนหลงใหล

ประวัติศาสตร์ มวยไทย ( Muay Thai ) จากรุ่นสู่รุ่น

มวยไทย กับเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆหลายๆคนหลงใหล

มวยไทย กับเสน่ห์ที่ทำให้ใครๆหลายๆคนหลงใหล

มวยไทย ถือว่าเป็นกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่ทำให้ใครๆหลายๆท่านชื่นชอบสนใจกันเป็นจำนวนมากไม่ใช้แค่เพียงประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงชาวต่างชาติก็ให้ความสนกันอย่างมากมาย

 

            มวยไทย ( Muay Thai ) ถือว่า เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของ คนไทย อย่างมาก เพราะมันถือเป็น กีฬาประจำชาติไทย กันเลยทีเดียว และแถมยังมี ประวัติยาวนาน อย่างมาก แต่วันนี้ เราจะมาพูดถึงว่า ทำไม มวยไทย ถึงมัเสน่ห์ ที่ทำให้ ใคร ๆหลาย ๆคนหลงใหล วันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

            

            มวยไทย ( Muay Thai ) ถือเป็นกีฬา ศิลปะการ ต่อสู้ที่มีรูปแบบสวยงาม มีประวัติความเป็นมา ที่ยาวนาน สำหรับ ทวงท่า ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรับ หรือ การรุกก็มีท่าทีที่ดูสวยงาม มีชื่อตามท่าทาง และยัง ถือว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ได้รับความนิยม อย่างมากและโดน มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นเราสามารถใช้ได้แถบจะทุกส่วนในร่างกาย ของเรา ไม่ว่าจะเป็น หมัด เท้า เข่า ศอกได้หมด และแถม ซึ่งอาวุธของ มวยไทย ( Muay Thai ) ถือว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรง และอันตรายอย่างมาก เพราะ มันเป็นอาวุธที่สามารถฆ่าคนได้เลยทีเดียว เราจะยกอย่างเช่น ท่าฤาษีบดยา จะเป็นการเอาศอกจามไปบนหัวผู้ต่อสู้อย่างรุนแรง และถ้า หากโดนตรงจุดที่สำคัญ หรือ รุนแรงจน อาจทำให้สลบ หรือถึงขั้น เสียชีวิตได้เลยทีเดียว นี่เป็นแค่ ท่าหนึ่ง ในแม่ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่เรายกตัวอย่างให้ฟัง ว่ามันรุนแรง และอันตรายขนาดไหน และยัง มีอีกหลายท่า ที่ไม่ได้กล่าวถึง แม่ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ต้องบอกก่อนว่า มันมีท่าเยอะมาก และแต่ละท่า ก็มีความสวยงาม มีความเป็น เอกลักษณ์อย่างมาก และแต่ละท่า จะมีความแตกต่างกันไป และยังถือ เป็นกีฬา ที่ดุเดือด รุนแรง แต่ก็ยังสนุกเล้าใจ ที่ทำให้ใคร ๆหลาย ๆรับชมแล้วไม่อยากลุกจาก ที่นั่งกันเลยทีเดียว ซึ่งเหตุผลนี้ จึงทำให้มีผู้คนทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ มากมาย ให้ความสนใจ และหลงรักการต่อสู้ ที่หันมาสนใจ มวยไทย ( Muay Thai ) กันมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมาก ในปัจจุบันเลย เลยนั่นเอง

 

ทำไม มวยไทย ( Muay Thai ) ถึงได้รับความนิยม

 

            ในปัจจุบันนี้ เราไม่สามารถที่จะ พูดได้ไม่เต็มปาก ว่าคนไทย เป็นที่หนึ่งของ มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะตอนนี้ ต้องบอกเลยว่า ชาวต่างชาติ ที่มีฝีมือ เก่งกว่านัก มวยไทย ( Muay Thai ) ก็เริ่มมี กันมากขึ้นเลื่อยๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่า มวยไทย ก็ยังเป็นกีฬาที่ คนไทย ยังคงเป็นอันดับหนึ่งเพราะมันเป็นกีฬา ประจำชาติไทย และมีคนไทย ให้ความสำคัญมากขึ้น และสำหรับ ใครที่สนใจ ก็มาเรียนได้ ซึ่งเหตุนี้ จึงทำให้มีชาวต่างชาติมากมาย ที่รักการต่อสู้ ที่สนใจในศิลปะแม่ไม้ มวยไทย ที่สนใจ สามารถเรียนกันได้มากขึ้น และในปัจจุบัน ต้องบอกก่อนว่า ค่ายมวย ไม่ได้มีแค่ ในประเทศไทย เพียงเท่านั้น ในหลาย ๆประเทศก็เริ่มมีการตั้ง ค่ายมวยกันมากขึ้น ทำให้ ชาวต่างชาติ เริ่มหันมา สนใจ และมวยไทย ได้เป็นที่รู้จัก มากขึ้นในต่างประเทศ นั่นเอง และต้องยอมรับว่า การแข่งขัน หรือ สังเวียนมวย ในปัจจุบัน ได้มีมากขึ้น เลื่อย ๆและมีแต่ ร่างการ ใหญ่เงินรางวัล ที่ต้องบอกว่า มันเป็นอาชีพ ได้เลยนั่นเอง สำหรับ กีฬา มวยไทย ในปัจจุบัน

 

กฏข้อบังคับการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ควรศึกษาและรู้เอาไว้

 

            กฎข้อบังคับ การแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) สำหรับ การแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai )  จำนวนยกในการแข่งขัน ก็จะสามรถ แบ่งได้ทั้งหมดประมาณ 5 ยก และสามารถ แบ่งให้เป็นยกละ 3 นาที มีการ พักระหว่างยก 2 นาที แต่จะไม่มีการเพิ่มรอบโดยไม่ได้รับอนุญาต และ นักมวย จะต้อง ใช้นวมขนาดไม่น้อยกว่า 6 ออนซ์ (172 กรัม) โดยประมาณ และ ซึ่งนวมที่สวม ใส่จะต้องไม่ถูกบีบ หรือ บดเพื่อเปลี่ยนรูปทรงของนวม ด้วย นั่นเอง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยไทย กีฬาที่ได้มากกว่าแค่การ ออกกำลังกาย

ลดน้ำหนักในเเบบฉบับนักมวย

ประวัติศาสตร์ มวยไทย ( Muay Thai ) จากรุ่นสู่รุ่น

ประวัติศาสตร์ มวยไทย ( Muay Thai ) จากรุ่นสู่รุ่น

มีใครคนไหนสนใจ ประวัติศาสตร์ มวยไทย บ้างคะกว่าจะมาเป็น มวยไทย ในทุกวันนี้ต้องย่อมมี ครู หรือ ผู้ฝึกสอน เผยแพร่วิชา ให้กับศิษย์ของตน จากรุ่นสู่รุ่น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ บุคคลสำคัญของ มวยไทย ( Muay Thai ) กันค่ะ

 

บุคคลสำคัญ ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในประวัติศาสตร์

1. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 ( พระเจ้าเสือ ) กษัตริย์แห่ง มวยไทย ( Muay Thai )

สมัยอยุธยา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยเป็นอย่างมาก เคยทรงปลอมพระองค์ มาชกมวยกับชาวบ้าน และชนะนักมวยฝีมือดี ของเมืองวิเศษไชยชาญ อีกทั้งชนะนักมวยเอกถึง 3 คน เมื่อพระมหากษัตริย์ โปรดการชก มวยไทย ( Muay Thai ) เช่นนี้ ทำให้มีการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) กันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก ขยายไปสู่บ้าน และวัด โดยเฉพาะวัด ถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาท วิชา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นอย่างดีรวมถึงขยายวงกว้าง ไปสู่สามัญชนมาก แม้ท่านจะทรงสวรรคต แต่ มวยไทย ( Muay Thai ) ตำรับพระเจ้าเสือ อันแข็งแกร่งยังได้รับ การถ่ายทอด ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ฝึกฝน จนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งวันเสด็จขึ้น เสวยราชสมบัติ ของพระเจ้าเสือ คือวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

 

2. นายขนมต้ม ยอดนักสู้ มวยไทย ( Muay Thai ) ให้เป็นที่ประจักษ์ แก่ชาวต่างชาติ

ในตอนเด็กนั้น ๆ นายขนมต้ม เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในวัด ด้วยสาเหตุที่ว่าพ่อ และแม่ ถูกพม่าสังหาร จนถึงแก่ชีวิตทั้งสองคน จนเมื่อพม่าตีกรุงศรีอยุธยา นายขนมต้ม กลายเป็นหนึ่งในเชลยศึก ที่ถูกกวาดต้อนไปยังประเทศพม่า กษัตริย์แห่งพม่า ได้ทรงจัดงานสมโภช เจดีย์ชเวดากอง และทรงโปรดให้มีการแข่งขัน ชกมวยระหว่างชาวสยาม และชาวพม่า สุกี้พะนายกองคัด นายขนมต้ม ขึ้นชก และสามารถชกชนะ นักมวยพม่าถึง 10 คนโดยมิยอมถอย แม้แต่ก้าวเดียว จนพระเจ้ามังระปูบำเหน็จ แต่งตั้งให้เป็นข้ารับใช้ ในกรุงอังวะแต่ นายขนมต้ม ปฏิเสธ และขอให้ปลดปล่อยตน และเชลยคนไทยทั้งหมด เป็นอิสระเพื่อกลับบ้านเกิด พระเจ้ามังระ ยอมทำตามความประสงค์ ให้ทุกคนได้กลับมายังบ้านเกิด ก็คือแผ่นดินไทย ที่มีกรุงธนบุรี เป็นราชธานีนั่นเอง เหตุการณ์ที่ นายขนมต้ม สามารถเอาชนะ นักมวยพม่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2317 นั้น ทำให้ได้มีการกำหนด ให้วันดังกล่าว เป็น วัน มวยไทย ( Muay Thai ) อีกด้วย

 

3. นายทองดีฟันขาว นัก มวยไทย ( Muay Thai ) สู่นักรบของชาติ

นายทองดีฟันขาว คืออีกหนึ่งครู มวยไทย ( Muay Thai ) สำคัญแห่งประวัติศาสตร์ เดิมชื่อ จ้อย เป็นเด็กชายที่มีนิสัยกล้าหาญ อดทน ชอบชก  มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นชีวิตจิตใจ ต่อมาได้ศึกษา วิชาหมัดมวย กับครูเที่ยงที่บ้านท่าเสา แต่เพราะไม่เคี้ยวหมากพลู เหมือนคนสมัย นั้นครูเที่ยงจึงเรียกว่า นายทองดีฟันขาว  นายทองดีเดินทาง ไปเรียนการต่อสู้ จากหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) มวยจีน หรือเชิงดาบ จนความสามารถเลื่องลือ ภายหลังถวายตัว เป็นทหารคนสนิท ของพระเจ้ากรุงธนบุรี และได้รับสมญานามว่า พระยาพิชัย

 

นายทองดีฟันขาว หรือ พระยาพิชัยดาบหัก ได้สร้างมรดก อันควรแก่การยกย่อง สืบทอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นเรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ความรักชาติแล้ว ยังสร้าง มวยพระยาพิชัย ที่มีจุดเด่นคือ เป็นทั้งมวยอ่อน และมวยแข็ง รุกรับตามแต่สถานการณ์ การออกไม้จะรวดเร็ว รุนแรง เผด็จศึกอย่างรวดเร็ว เมื่อมีโอกาส สามารถปกป้องตนเอง รู้วิธีรับก่อนรุก เรียนแก้ก่อนผูก เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง และคู่ต่อสู้อีกด้วย

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยกรง บนสังเวัยน 8 เหลี่ยม

มวยไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

สิ่งที่คุณจะได้จากการฝึก มวยไทย ( Muay Thai )

สิ่งที่คุณจะได้จากการฝึก มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีมาหลายยุคหลายสมัย แม้ว่าการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) จะทำให้เรารู้สึกเจ็บตัว แต่ก็ยังมีหลายคนที่มองเห็นถึงประโยชน์ของการฝึกไม่น้อยเลยทีเดียว

 

     อันที่จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับใครก็ได้ แค่ฝึกซ้อมกับกระสอบทรายก็ได้ประโยชน์แบบเดียวกันกับนักกีฬามืออาชีพแล้ว ซึ่งปัจจุบัน “ มวยไทย ” ( Muay Thai ) กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ในโรงยิม และมีหลากหลายประเภท ให้ประโยชน์อีกเยอะมากมาย ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ร่างกายด้วย

1. พัฒนาความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

     “ มวยไทย ” ( Muay Thai ) ทำให้คุณได้ทั้งเตะ กระโดด ใช้ฝีเท้าในการหลบหมัด และการชก ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนต้องอาศัยพลังงาน และความแข็งแกร่งอย่างมหาศาล เนื่องจากคุณต้องทำซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง

     จงจำไว้ว่ากีฬาชกมวยมีจุดประสงค์ คือ ชกกับคู่ต่อสู้จนกว่าอีกฝ่ายจะน็อค แต่ถ้าไม่น็อคจะมีการนับคะแนน และตัดสินว่าคุณทำได้ดีแค่ไหนเมื่อจบการแข่งขัน ซึ่งหมายความว่า จำนวนหมัดที่เข้าเป้า และการป้องกันนั้น มีความสำคัญทั้งสิ้น

     การชกมวยจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และทำให้กล้ามเนื้อกระชับ นอกจากนี้ “ มวยไทย ” ( Muay Thai ) ยังเป็นกีฬาที่เน้นร่างกายช่วงบน ร่างกายช่วงล่าง และแกนกลางในเวลาเดียวกัน เป้าหมายของการต่อยมวย คือ ให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกาย และระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว การชกมวยยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้ และความคล่องตัว

 

2. การเผาผลาญ

     การชกมวยอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ High-intensity Interval Training ( การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง ) เพราะการขึ้นชกใน 1 ยก คือ การใช้ร่างกายไปถึงระดับสูงสุด และการพักระหว่างยก คือ การทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากความอ่อนล้าได้เร็วขึ้น เป็นทั้งการออกกำลังกายแบบที่ผสมผสานเผาผลาญพลังงานการใช้ออกซิเจน และไม่ใช้ออกซิเจนเข้าด้วยกัน

     การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง ความรวดเร็ว มีพลังมากขึ้น และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย เมื่อนำมาเทียบกับการวิ่งหรือปั่นจักรยาน จะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ใช้เวลาน้อยลง สามารถเบิร์นไขมันได้ถึง 13 แคลอรี่ใน 1 นาที

 

3. คลายเครียดได้ดี

     เมื่อต้องเผชิญกับสารพัดปัญหามาทั้งวัน ก็เป็นการดีหากได้ขึ้นสังเวียนต่อยใครสักคน หรือชกกระสอบทรายระบายอารมณ์ออกมาบ้าง อะดรีนาลีน และฮอร์โมนต่าง ๆ ที่หลั่งออกมา ระหว่างการใช้แรงจะส่งผลในทางที่ดีต่อร่างกาย การต่อยมวยจึงเป็นการระบายความเครียดที่ได้ผล และดีต่อสุขภาพ

 

4. หุ่นที่เฟิร์มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

     อยากมีซิกซ์แพคชัด ๆ ลองเลิกซิทอัพ แล้วหันมาต่อยมวยดูสิ เพราะการชกมวยจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น กล้ามท้องก็ไม่ไกลเกินฝัน

 

5. ช่วยในเรื่องสมาธิ ลดความเครียด และความวิตกกังวล

     การออกกำลังกายนั้นสามารถช่วยในเรื่องอารมณ์ได้ดีอยู่แล้ว เพราะระหว่างที่เราออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้เรารู้สึกดีมีความสุขมากขึ้น

     นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรรู้ คือ การออกกำลังกายด้วยการซ้อมมวยนั้นเป็นการออกกำลังกายแบบที่เข้มข้นสูง และต่ำสลับกันไป ช่วงที่มีความเข้มข้นสูงนั้นก็คือ ช่วงที่คุณออกอาวุธได้ปล่อยหมัด หรือได้เตะ ส่วนช่วงที่มีความเข้มข้นต่ำก็คือช่วงที่เราฟุตเวิร์ค เตรียมพร้อมที่จะออกอาวุธนั่นเอง

 

6. ฝึกให้ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาโต้ตอบที่รวดเร็ว

     การซ้อมมวยนั้นเป็นการฝึกให้ร่างกายของเรามีความสัมพันธ์ระหว่างตา สมอง และกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวได้อย่างยอดเยี่ยม การเป็นคนที่มีความแอ็คทีฟ กระฉับกระเฉง นั้นเป็นเพราะการซ้อมมวยจำเป็นจะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทุกส่วนของร่างกาย ระหว่างฝึกมวยจะต้องมีสมาธิ ตาจะต้องไว ต้องมีการออกอาวุธที่รวดเร็ว เคลื่อนที่ว่องไว สามารถหลบหลีกการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ดี

 

7. เป็นการฝึกความแข็งแกร่งของร่างกายโดยรวม

     กีฬามวยเป็นกีฬาที่โหดทรหดมากมาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเราให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วนทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง มีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ และมีแขนที่ทรงพลังเพื่อเอาไว้ออกอาวุธที่มีพลังในการโจมตี

 

8. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

     มวย ถือเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ช่วยให้เรามีปอดที่ใหญ่ขึ้น สามารถกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และหลอดเลือดได้ดี เพราะการที่จะทำเช่นนั้นได้เราจะต้องออกกำลังกายให้หัวใจ และปอดมีความเครียดในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้หัวใจ และปอดของคุณทำงานได้ดีขึ้นส่งผลให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

          ท่าพื้นฐานของ มวยไทย ( Muay Thai )

1. หมัดตรง

     ท่าที่เรียกได้ว่าง่ายที่สุดของการฝึก เริ่มแรก ให้ยืนปลายเท้าห่างพอประมาณ กำหมัดทั้งสองข้างไว้ที่ระดับอก เก็บศอกแนบลำตัว ตามองตรง ก้าวเท้าซ้ายพร้อมชกหมัดขวาไปด้านหน้าให้แขนขนานไปกับพื้น เปิดส้นเท้าขวาทิ้งน้ำหนักไปทางเท้าซ้าย จากนั้นให้กลับมาอยู่ในท่าเตรียม ทำต่อแต่สลับด้านกันจากซ้ายมาเป็นขวา ทำสลับไปมาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ซักประมาณ 5 - 10 นาที

2. ตีเข่า

     เริ่มต้นด้วยการกำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับหน้าอก แนบแขนให้ชิดลำตัวเช่นเดิม แล้วจากนั้นให้ยกเข่าขวาขึ้นสูงเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย กลับมาที่ท่าเริ่มต้น แล้วทำทำซ้ำสลับเข่าซ้ายขวา 5 -10 นาที

3. เตะ

     เริ่มด้วยท่าเริ่มต้นเหมือนเดิมคือกำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากที่ระดับหน้าอก จากนั้นก้าวเท้าซ้ายมาข้างหน้าพร้อม ๆ กับการเตะขาขวาขึ้นในลักษณะเหวี่ยง ให้ปลายเท้าชี้มาทางซ้าย บิดตัวเล็กน้อย แล้วกลับมาที่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำสลับซ้ายขวาใช้เวลาประมาณ 5 -10 นาที

4. ถีบ

     เริ่มจากท่าเริ่มต้น กำหมัดทั้งสองข้างให้ตั้งฉากกับระดับของหน้าอก แนบแขนชิดติดลำตัว ตามองตรงไปข้างหน้า จากนั้นให้งอเข่าเล็กน้อยพร้อมกับเตะขาออกไปข้างหน้า แต่ปลายเท้าต้องตั้งฉากเท่าที่จะทำได้ กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น แล้วทำสลับซ้ายขวา ใช้เวลาประมาณ 5 -10 นาที

5. ศอกตัด

     เริ่มต้นท่าเตรียมด้วยการกำหมัดทั้งสองข้างไว้ที่ระดับอก จากนั้นก้าวเท้าขวาไปด้านขวา ตามด้วยการเหวี่ยงแขนซ้ายให้ข้อศอกตั้งฉากกับหมัดขวา บิดลำตัวนิดหน่อย บิดส้นเท้าซ้าย แล้วกลับมาที่ท่าเตรียม ทำสลับไปมาทั้งซ้ายและขวา ประมาณ 5 -10 นาที

 

     “ มวยไทย ( Muay Thai ) ” เป็นศิลปะการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย ยากที่จะเลียนแบบได้ เพราะศิลปะนี้เกิดขึ้นตามประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้มีการสู้รบกับชาติข้างเคียง เพื่อรักษาแผ่นดินสยามนี้มาโดยตลอด

     แม้ว่ากีฬาเกี่ยวกับการชก มวยไทย ( Muay Thai ) จะยอมรับกติกามวยแบบสากลแล้วก็ตาม แต่ในส่วนพื้นฐานจริง ๆ ของความเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) เรายังรักษาไว้ มั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้คือ ยังคงใช้ หมัด เท้า ศอก เข่า อันเป็นเอกลักษณ์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) อยู่อย่างเหนียวแน่น

     อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับใครแค่ฝึกซ้อมกับกระสอบทรายก็ยังได้ประโยชน์แบบเดียวกัน ปัจจุบันมวยไทย ( Muay Thai ) กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถเล่นได้ในยิม และมีประโยชน์หลายอย่างด้วยเช่นกัน สามารถติดต่อสอบถามเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) เพื่อสุขภาพ ได้ที่ เจริญทอง มวยไทย ทั้ง 3 สาขา ( สาขาข้าวสาร, สาขารัชดา, สาขาศรีนครินทร์ )

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เทคนิค เสริมสร้างการทรงตัว ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

รุก รับ ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

ฝึกเคลื่อนเท้า สไตล์ มวยไทย ( Muay Thai )

ฝึกเคลื่อนเท้า สไตล์ มวยไทย ( Muay Thai )

การฝึกกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) นักมวย จำเป็นต้องมีการฝึกเคลื่อนเท้า ให้ได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อใช้ในการรุกและรับไปยังคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งรูปแบบการเคลื่อนเท้า สไตล์มวยไทย จะมีรูปแบบใดบ้าง มาติดตามกันครับ

 

เท้า ( Foot ) อวัยวะอย่างหนึ่งที่ใช้ในการออกอาวุธ สำหรับกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ในการ "เตะ" หรือ "ถีบ" ไปยังคู่ต่อสู้ และอีกบทบาทสำคัญของเท้า ก็คือ การเคลื่อนไหวร่างกาย ที่นักมวยต้องเคลื่อนเท้าเข้าหาหรือถอยหนีจากคู่ต่อสู่ โดยรูปแบบการเคลื่อนเท้าของ มวยไทย มีดังต่อไปนี้

 

การรุก / ถอยเท้า แบบธรรมดา

 

เป็นการใช้เท้าหลัง ช่วยส่งเท้าหน้า โดยให้เท้าหน้าเคลื่อนที่ไปก่อน แล้วก้าวเท้าหลังตามเท้าหน้า และใช้แรงส่งจากเท้าหลังในการก้าวรุกไปข้างหน้า โดยสามารถการรุกไปข้างหน้าสามารถใช้วิธีการสับเท้าหรือยกเท้าได้ ส่วนก็ถอยเท้าจะตรงข้ามกัน โดยให้ชักเท้าที่เป็นเท้าหลังออกไป อาศัยแรงส่งของเท้าหน้า วิธีการ คือ ให้ถอยเท้าหลังไปก่อนแล้วลากเท้าหน้าถอยตามไป การเคลื่อนไหวเท้าแบบธรรมดา จะมีการเคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง นั่นเอง

 

การรุก / ถอยเท้า แบบสลับ

 

การเคลื่อนไหวแบบสลับ หากให้อธิบายง่าย ๆ ก็คือ การสลับตำแหน่งในทิศทางที่ตรงข้ามจากการตั้งท่าเดิม โดยเท้าสลับตำแหน่งหน้าหลังกัน ส่วนมือสลับตำแหน่งล่างบน ระหว่างซ้ายกับขวา การรุกและถอยเท้าสลับ มีความแตกต่างกัน ดังนี้

  • การรุกเท้าสลับ : จากการตั้งท่า ( มือและเท้าซ้ายอยู่ข้างหน้า ส่วนมือและเท้าขวาอยู่ด้านหลัง ) ให้ก้าวเท้าขวาโดยยกเข้าขึ้น แล้วก้าวเท้าขวาผ่านเท้าซ้ายไปข้างหน้า ส่วนมือขณะก้าวเท้าขวาให้แหวกมือขวาขึ้นไปอยู่ด้านหน้าบน และลดระดับมือซ้ายลง
  • การถอยเท้าสลับ : จากการตั้งท่า เมื่อเท้าซ้ายอยู่ด้านหลัง วิธีการให้ชักเท้าซ้ายมาอยู่เป็นเท้าหลัง และให้เท้าขวาอยู่ข้างหน้า มือม้วนกลับอย่างท่ารุก คือ มือซ้ายม้วนลงล่าง มือขวาแตะจมูก ขึ้นไปในลักษณะเสยผม

 

การรุก / ถอยเท้าเป็นมุมฉาก

 

เป็นการเคลื่อนไหวเท้า เป็นมุมฉาก โดยการเป็นมุมทิศทางการเคลื่อนที่ของนักมวยฝ่ายรับทำทิศกับแนวแรงของฝ่ายรุกที่เคลื่อนไหว โดยจะถูกเรียกว่า “การรุกฉาก” และ “การถอยฉาก”

  • การรุกฉาก : การก้าวออกไปทางซ้ายมือหรือขวามือโดยการสืบหรือฉากออกไป ส่วนตำแหน่งเท้าอาจเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าหน้าเป็นเท้าหลัง หรือเท้าหลังเป็นเท้าหน้า
  • การถอยฉาก : เป็นการเคลื่อนเท้าแบบฉาก เพื่อเปลี่ยนทิศทางไม่ให้เป็นเป้าหมายของคู่ต่อสู้ในขณะรุก

 

การก้าวย่าง

 

เป็นการเดิน หรือสืบเท้า ใช้ในโอกาสทั้งรุก และถอย มีวิธีการ คือ ยกเข่าขึ้นสูง พร้อมยกแขนขึ้นเป็นแนว โดยยกเข้าขึ้นให้ติดกับศอกหรือเกือบติดศอก เข่าที่ยกนั้น อาจจะยกก่อนแล้วสืบเท้า เรียกว่า "การย่างไป" บางครั้งอาจจะสืบเท้าไปข้างหน้าก่อนค่อยเข่าขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับ การสอนของครู หรือความถนัดของ แต่ละคนด้วย

 

การย่างสามขุม

 

เป็นการเดินจุดสามจุด โดยการเปลี่ยน ตำแหน่งของเท้า จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นการฝึกการเคลื่อนที่เปลี่ยนตำแหน่งเท้า วิธีการ คือ ให้กำหนดจุดสามจุดที่ใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า เช่น เท่าซ้ายอยู่หน้าให้เปลี่ยนไปอยู่ด้านหลัง โดยเป็นการเปลี่ยนเหลี่ยมของร่างกาย นั่นเอง

 

การย่างสุขเกษม

 

เป็นการเคลื่อนที่ของเท้า โดยการก้าวเท้า ออกไปด้านนอกตัว พร้อมกับการยกตัวใช้มือ ปัดลงมาข้างล่าง ในขณะที่อีกมือหนึ่ง ยกขึ้นในระดับใบหน้า เพื่อป้องกันอาวุธ ส่วนมือที่ปัดลง มาใช้ปัดป้องกัน ในกรณีที่คู่ต่อสู้ถีบมาหาเรา ในการทำการย่างสุขเกษม จะต้องบิดสะโพกตามไปด้วย พร้อมกับ ปัดมือล่างให้ผ่านลำตัว ส่วนเท้าเคลื่อนที่ก้าวไป พร้อมกับการปัดมือผ่านลำตัว

 

นักมวยหรือผู้ที่ฝึกมวยไทย ควรฝึกการเคลื่อนที่ของเท้าในรูปแบบต่าง ๆ ให้มีความหลากหลาย จะทำให้ นักมวยผู้นั้น มีข้อได้เปรียบในการเคลื่อนไหวเท้า เพื่อใช้ในการรุก และรับคู่ต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว และว่องไวได้

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เทคนิค เสริมสร้างการทรงตัว ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

รุก รับ ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

เทคนิค เสริมสร้างการทรงตัว ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

เทคนิค เสริมสร้างการทรงตัว ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่านอกจาก เล่นโยคะ เล่นยิมนาสติก แล้วยังมี มวยไทย ( Muay thai ) ที่สามารถ สร้างสมดุลให้ร่างกาย และ เสริมสร้างการทรงตัว ได้เช่นกัน มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า นักมวยนั้นมี เทคนิค อย่างไร

 

 

มวยไทย ( Muay thai ) นั้น เป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยม อยากมากมาย และ เป็นที่นิยมของเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน เป็นอย่างดี ในการทำกิจกรรม ออกกำลังกาย เพราะการฝึก มวยไทย ( Muay thai ) เป็นการ ที่เราต้องใช้ อวัยวะของร่างกาย แทบจะทุกส่วนเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ ไปจนถึง เท้า ไม่ใช่แค่อวัยวะเพียงอย่างเดียว เราต้องมีร่างกาย ที่แข็งแรงอีกด้วย

 

มวยไทย ( Muay thai ) ต้องใช้ทั้ง ความเร็ว ความอดทน ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ เพราะกีฬา มวยไทย ( Muay thai ) คือ การที่เราต้องออกไปต่อสู้ กับคู่ต่อสู้ ซึ่งสามารถทำให้เรา ได้รับบาดเจ็บ ได้นั้นเอง แต่ถ้าเรายิ่งฝึกซ้อมร่างกาย มาเป็นอย่างดี แน่นอนว่าร่างกายของเรา จะมีความทนทาน แข็งแรง และ ยังไปช่วย สร้างสมดุลร่างกาย ได้ดี และ มีประสิทธ์ภาพอย่างมาก เราไปดูดีกว่า กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) นั้น จะสามารถสร้างสมดุล ให้กับร่างกาย ของเราได้อย่างไร

 

 

สร้างสมดุลให้ ร่างกาย ด้วย มวยไทย ( Muay thai )

การฝึก หรือ การซ้อม มวยไทย ( Muay thai ) นั้น เป็นที่รู้กันดีว่า มวยไทย ( Muay thai ) เป็นกีฬา ที่ต้องใช้ ความอดทนของร่างกาย แทบจะทุกส่วนเลย ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว สมาธิ ความว่องไว และ ปัญญา การที่เราฝึก หรือ ซ้อม มวยไทย ( Muay thai ) ทุกวันนั้น ไม่ใช้แค่จะทำให้ร่างกายของเรา แข็งแรง ยังไปทำให้ร่างกายของเรา มีความสมดุลอีกด้วย อีกทั้ง มวยไทย ( Muay thai ) ยังไปช่วยสร้าง กล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี รับลองได้เลย ใครที่กำลังฝึก มวยไทย ( Muay thai ) อยู่นั้นคุณจะได้ ทั้งความว่องไว สมาธิ ไหวพริบ เพิ่มมากขึ้นแน่นอน

 

 

มวยไทย ( Muay thai ) ช่วยลดความเครียด

ในแต่ละวันนั้น แน่นอนว่าเราต้องพบ ต้องเจอกับ อะไรหลาย ๆ อย่างที่เข้ามาหาเรา ในแต่ละวัน ความเครียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด จากการทำงาน ความเครียด จากเรื่องเรียน เรื่องแฟน เรื่องเพื่อน หรือ เรื่องครอบครัว เรามักจะมีความเครียดสะสม อยู่ในตัวกันทั้งนั้น ถ้าเราอยากระบายความเครียด แถมยังได้ประโยชน์ ให้แก่ร่างกายของเรา เราขอแนะนำลองไปซ้อม มวยไทย ( Muay thai ) ดูสิ เผื่อช่วยให้คุณ หายเครียดได้นะ

 

เพราะการฝึก หรือ การซ้อม มวยไทย ( Muay thai ) นั้นเป็นการ ออกกำลังกาย ที่ได้ทั้ง ความสนุก ได้ใส่อารมณ์ได้เต็มที่ ยิ่งเราได้ ปล่อยหมัด หรือ ปล่อยลูกเตะ ใส่กระสอบทราย แล้วละก็อาจทำให้ เราได้ระบายอารม ได้อย่างเต็มที่ เพราะถ้ายิ่งเรา ออกกำลังกาย มากเท่าไหร่ ร่างกายของเราก็ จะหลั่ง ฮอร์โมนเอนโดรฟีน ( Endorphin ) ที่ทำให้เรามีความสุข ได้นั้นเอง ดังนั้นการชก มวยไทย ( Muay thai ) จะทำให้ ร่างกาย หลั่ง ฮอร์โมนเอนโดรฟีน ( Endorphin ) นี้ออกมา ได้อย่างเต็มทีอีกด้วย

 

 

มวยไทย ( Muay thai ) ช่วยลดน้ำหนัก ได้เป็นอย่างดี

สำหรับการ ออกกำลังกาย ในการซ้อม หรือ การฝึก มวยไทย ( Muay thai ) นั้น จะสามารถช่วยให้เรา เผาผลาญแคลอรี่ ในร่างกายของเรา ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่กำลังมองหาวิธี ลดความอ้วนอยู่ เราขอแนะนำลองมาฝึก มาซ้อม มวยไทย ( Muay thai ) ดูสิ เราจะได้ทั้ง หุ่นที่ดี กล้ามเนื้อที่แข็งแรง และ รับลองได้เลย ว่า จะช่วยคุณลดความอ้วน ได้เป็นอย่างดี แน่นอน

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยกรง บนสังเวัยน 8 เหลี่ยม

มวยไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

รุก รับ ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

รุก รับ ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

ศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) มีทั้งแบบ รุก และแบบ รับ ตามแบบฉบับเป็นการเลือกใช้ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) และกลวิธีต่าง ๆ มาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

     “ ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ” ที่ใช้ในการชก มวยไทย ( Muay Thai )  ได้แก่ หมัด เท้า เข่า และศอก ซึ่ง การใช้หมัดชกคู่ต่อสู้ เรียกว่า “ ไม้หมัด ” การใช้เท้าเตะคู่ต่อสู้เรียกว่า “ ไม้เตะ ” การใช้เท้าถีบเรียกว่า “ ไม้ถีบ ” การใช้เข่าเรียกว่า “ ไม้เข่า ” การใช้ศอกเรียกว่า “ ไม้ศอก ” และยังมีการแบ่งตามลักษณะความสั้น-ยาวของการใช้ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ไม้สั้น และ ไม้ยาว อีกด้วย

 

ศิลปะการ รุก

     ไม้ รุก คือ การใช้ไม้มวยต่าง ๆ มาประกอบกัน เพื่อการโจมตีคู่ต่อสู้ มีทั้งการหลอกล่อ และเข้าสู้กันจริง โดยทั่วไปไม้นำของไม้ รุก จะเป็นไม้ยาว มีความรวดเร็ว รัดกุม มีหลักมั่นคง และสามารถใช้ไม้อื่นต่อไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการใช้ไม้จังหวะแรกว่าได้ผลดีหรือไม่ จึงนิยมใช้ไม้มวยแบบสลับบนล่าง หรือ ซ้ายสลับขวา เพื่อให้คู่ต่อสู้พะวง ถ้าใช้ไม้รุกเฉพาะส่วน หรือ ส่วนล่างอย่างเดียว จะง่ายต่อการป้องกันแก้ไข

     โดยทั่วไปไม้ รุก มีตั้งแต่ 1 จังหวะจนไม่จำกัดจำนวน แต่ที่นิยมใช้และได้ผลดี รวมทั้งฝึกหัดได้ง่าย คือ ไม้รุก 1 จังหวะ, 2 จังหวะ และ 3 จังหวะ

- ไม้รุก 1 จังหวะ : การรุกเข้าไปแล้วใช้ไม้มวยเพียงอย่างเดียว เช่น การชกหมัดตรงขวา เตะขวา โยนเข่าขวาหรือด้านที่ถนัดที่สุด

- ไม้รุก 2 จังหวะ : การรุกเข้าไปแล้วใช้ไม้มวย 2 จังหวะ โดยจังหวะที่ 1 เป็นไม้หลอก เพื่อให้คู่ต่อสู้เสียหลัก แล้วตามด้วยใช้ไม้จริงในจังหวะที่ 2 แต่ต้องตามกันไปอย่างรวดเร็ว

- ไม้รุก 3 จังหวะ : การรุกเข้าไปแล้วใช้ไม้มวยจังหวะที่ 1,2 และ 3 ติดต่อกัน เช่น ต่อยหมัดนำ หมัดตรง แล้วเตะตาม หากฝึกจนเกิดความชำนาญจะสามารถใช้ไม้สั้น เช่น ศอก เข่า หมัดตวัด หมัดงัด เป็นไม้นำได้เช่นกัน

 

ศิลปะการ รับ

      ไม้ รับ คือ การนำเอาไม้มวยต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขการจู่โจมของฝ่ายรุก ไม้มวยชนิดหนึ่งอาจแก้การจู่โจมของไม้มวยชนิดเดียวกัน หรือต่างชนิดได้ หรือแก้ทีละไม้ เช่น แก้การต่อย แก้การเตะ แก้การถีบ แก้การศอก แต่ในการชกมวยจริง ๆ ไม่ได้ชก หรือเตะเพียงจังหวะเดียว แต่จะรุกเป็นชุด จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขการจู่โจม เช่น การถอยออกให้พ้นระยะ เพื่อไม่ให้ถูกอาวุธของคู่ต่อสู้ การหลบหลีก การปัดป้อง และการตอบโต้ ซึ่งมีทั้งการชิงลงมือก่อน การถอยแล้วตอบโต้ การหลบหลีกแล้วตอบโต้

1. การหลอกล่อ คือ การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้คู่ต่อสู้เข้าใจผิด หรือเพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้จับทางได้ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ โดยไม่เคลื่อนที่ไปจากที่เดิม แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ

- หลอกด้วยสายตา : มองสูงแต่ใช้ไม้มวยไปสู่เป้าหมายที่ต่ำ หรือ มองต่ำแต่ใช้ไม้มวยไปสู่เป้าหมายที่สูง

- หลอกด้วยศีรษะ : การเคลื่อนไหวศีรษะไปมาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อให้คู่ต่อสู้หลงทาง

- หลอกล่อด้วยการเคลื่อนไหวลำตัว : การอาศัยความอ่อนตัว เช่น การโยกเอวหรือโยกลำตัวไปทางซ้ายและขวา

2. การถอยให้พ้นระยะ คือ การถอยให้ห่างจากคู่ต่อสู้ อาจกระโดดเคลื่อนเท้าถอยหลัง หรือก้าวถอยหลัง แต่ต้องให้พ้นระยะไม้มวยของคู่ต่อสู้ ในการถอยเมื่อพ้นระยะแล้ว จะต้องอยู่ในท่าที่พร้อมจะตอบโต้คู่ต่อสู้ทันที

3. การโยกตัวหรือการเอนตัวให้พ้นระยะ คือ การโยกตัวหรือเอนตัวออกให้พ้นระยะคู่ต่อสู้

4. การหลบหลีก คือ การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อหลบหลีกไม้มวยของคู่ต่อสู้ที่จู่โจมมา อาจใช้วิธีก้มตัวหลบด้านซ้าย และขวา

5. การปัดให้เบี่ยงเบนออกไป คือ การใช้มือหรือแขนปัดไม้มวยไปยังเป้าหมายอื่น

6. การปัดป้อง คือ การใช้ส่วนต่าง ๆ ที่แข็งแรงของร่างกายปัดป้องอวัยวะที่เป็นจุดอ่อนของร่างกาย เช่น การใช้เข่าปัดป้องท้อง รวมถึงบริเวณลำตัว การใช้ศอกและเข่าบริเวณหน้าอก

7. การบังเกาะจับ คือ การบังไม่ให้ไม้มวยคู่ต่อสู้ปะทะกับตัวเรา การบังนั้นจะต้องอาศัยการผ่อนแรงถูกจังหวะ และเหมาะสมจึงจะได้ผลดี เมื่อบังเกาะจับได้แล้ว ก็สามารถใช้ไม้มวยตอบโต้ได้ทันที

8. การทำให้ล้ม ใน มวยไทย ( Muay Thai ) มีหลายแบบ แต่ที่ถูกต้องตามกติกาคือ ใช้วิธีการบังเกาะจับแล้วผลักให้ล้ม หรือการกอดรัดแล้วเหวี่ยงให้ล้ม

     และนี่คือ ศิลปะการรุก ( ไม้รุก ) และศิลปะการรับ (ไม้รับ) ที่น่าสนใจของ มวยไทย ( Muay Thai ) เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายแต่จริง ๆ แล้วต้องอาศัยความชำนาญจากการหมั่นฝึกซ้อม เพื่อให้เลือกใช้ไม้ มวยไทย ( Muay Thai )  และกลวิธีต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย ( Muay Thai ) ฝึกอย่างไรให้ถูกต้อง

เหตุผลที่ต้องมีเทรนเนอร์เมื่อเรียน มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) ฝึกอย่างไรให้ถูกต้อง

มวยไทย ( Muay Thai ) ฝึกอย่างไรให้ถูกต้อง

การเริ่มฝึกวิชา มวยไทย ( Muay Thai ) ควรมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อให้ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างถูกวิธี ซึ่งหลักการสำคัญในการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีดังนี้

 

1. การตั้งท่าจดมวย

     การตั้งท่าจดมวย คือ การวางเข่า การวางมือ ให้ถูกต้องตามหลักการฝึก โดยการจดมวยจะต้องทราบเหลี่ยมมวย หรือ การแสดงการใช้มือ และเท้าที่ถนัดออกมาให้เห็น นั่นเอง มี 2 เหลี่ยม ได้แก่ เหลี่ยมซ้าย และเหลี่ยมขวา

 

2. การวางตำแหน่งอวัยวะ

     การวางตำแหน่งของอวัยวะที่ได้จดมวย คือ การกำหมัด วางเท้า มือ และลำตัว ซึ่งการกำหมัดที่ถูกต้อง คือ แบมือ ให้นิ้วมือทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน แล้วพับนิ้วทั้ง 4 นิ้วเข้าหาอุ้งมือ แล้วกดทับด้วยนิ้วหัวแม่มือ ลงทาบ ในลักษณะเฉียงกับนิ้วชี้ และนิ้วกลาง เพื่อให้หมัดที่กำกระชับแน่น โดยไม่เกร็ง

 

3. การใช้หมัดใน มวยไทย ( Muay Thai )

     การใช้หมัดใน มวยไทย ( Muay Thai ) มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ เริ่มจาก “หมัดตรง” คือ การใช้หมัดที่ถนัดมุ่งไปยังเป้าหมาย อาศัยแรงจากหัวไหล่ ลำตัว เอว และเท้ายันพื้น ให้ทุกส่วนประสานกัน

     หมัดต่อมา “หมัดตัด” คือ การใช้หมัดเหวี่ยงในลักษณะโค้งเป็นครึ่งวงกลม โดยเล็งไปที่บริเวณลำตัว ใบหน้า  หรือศีรษะของคู่ต่อสู้ มีทั้งหมัดเหวี่ยงสั้น หรือการเหวี่ยงวงแคบ และหมัดเหวี่ยงยาว หรือการเหวี่ยงวงกว้าง

     หมัดถัดมา “หมัดตวัด” คือ การใช้สันหมัดกดลงบริเวณอวัยวะสำคัญของคู่ต่อสู้ ในลักษณะเหยียดแขนออกไป พร้อมชกตวัดวงแคบ และหมัดสุดท้าย “หมัดเสย” คือ การใช้หมัดชกเข้าหาคู่ต่อสู้โดยงอศอก เกร็งข้อศอก หงายหมัด แล้วยกขึ้นสู่เป้าหมาย เช่น ปลายคาง ดั้งจมูก หรือใบหน้าคู่ต่อสู้

 

4. การใช้เท้าใน มวยไทย ( Muay Thai )

     การใช้เท้า ใน มวยไทย ( Muay Thai ) จะแบ่งออกเป็น 2 ไม้ คือ การเตะ และการถีบ ซึ่ง การเตะ คือ การใช้อวัยวะส่วนขาตั้งแต่เอวลงไปจนถึงปลายเท้า แต่การแตะของ มวยไทย ( Muay Thai ) นิยมใช้หน้าแข้งเตะ เพราะเป็นส่วนที่แข็งเปรียบเสมือนการหวดด้วยไม้ การเตะแบกแยกย่อยได้อีกเป็น เตะตรง เตะตัด เตะตวัด หรือเตะเฉียง  และกลับหลังเตะ ส่วนการถีบ คือ การใช้ปลายเท้า ฝ่าเท้า หรือ ส้นเท้า ปะทะคู่ต่อสู้ แบ่งย่อยได้เป็น ถีบตรง ถีบข้าง กลับหลังถีบ กระโดดถีบ  ถีบจิก

 

5. การใช้เข่าใน มวยไทย ( Muay Thai )

     การใช้เข่าใน มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การใช้อวัยวะส่วนที่เป็นข้อต่อระหว่างกระดูกขาส่วนบนกับกระดูกขาส่วนล่าง แล้วงอพับขา กระทุ้งไปยังเป้าหมายของคู่ต่อสู้ โดยการใช้เข่าของใน มวยไทย ( Muay Thai ) นิยมพับปลายเท้าลงให้เกือบขนานกับลำแข้ง เพื่อความเร็ว และความคล่องตัว มีทั้งเข่าตรง เข่าเฉียง เข่าโค้ง เข่าโยน เข่าลอย

 

6. การใช้ศอกใน มวยไทย ( Muay Thai )

     มาถึงอาวุธสุดท้าย การใช้ศอกใน มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นหนึ่งในการใช้อาวุธที่รุนแรงที่สุด และมีการห้ามให้ใช้ในรายการมวยบางแห่ง การใช้ศอกขั้นพื้นฐานมีลักษณะ ดังนี้

- ศอกตี หรือ ศอกสับ ใช้วิธีการตีศอกจากบนสู่ล่าง เฉียงซ้ายคล้ายมุมฉาก บางครั้งอาจบิดตัวตี โดยมีแรงส่งจากไหล่ ลำตัว และเท้า

- ศอกตัด คือ การตีศอกตัดขนานไปสู่เป้าหมาย

- ศอกงัด คือ การตีศอกจากกลาง งัดขึ้นไปข้างบน ตรงเป็นมุมฉาก

- ศอกกระทุ้ง คือ การใช้ศอกพุ่งออกไปด้านหลัง ในลักษณะกระทุ้ง แก้ไขสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้ประชิดเข้ามาด้านหลัง

- ศอกกลับ คือ การหมุนตัวตีศอก กลับไปทางด้านหลัง ตามจังหวะที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนตามเท้า

- ศอกคู่ คือ การตีศอกด้วยแขนสองข้าง

 

     ศิลปะการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ของ มวยไทย ( Muay Thai ) หากอยากชำนาญต้องทำการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และถูกท่าถูกวิธี เพื่อให้คู่ต่อสู้จับทางได้ยาก หากใครสนใจอยากเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) เจริญทองมวยไทยยิม ( jaroenthongmuaythai Gym ) ยินดีต้อนรับ เรามีสาขาให้บริการถึง 3 สาขา ไม่ว่าจะเป็นสาขาข้าวสาว ศรีนครินทร์ และรัชดา ใครสะดวก หรืออยู่ใกล้สาขาไหนก็จัดเลย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

เหตุผลที่ต้องมีเทรนเนอร์เมื่อเรียน มวยไทย ( Muay Thai )

เหตุผลที่ต้องมีเทรนเนอร์เมื่อเรียน มวยไทย ( Muay Thai )

สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นออกกำลังกายด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) อาจมีข้อสงสัยว่าจำเป็นแค่ไหนที่ต้องมีเทรนเนอร์ เพราะเมื่อมีเทรนเนอร์เข้ามา ค่าใช้จ่ายก็จะแพงขึ้น เราจึงรวมเหตุผลที่คุณสงสัยมาให้ ดังนี้

 

เทรนเนอร์ส่วนตัว คืออะไร ?

     Personal Trainer ( PT ) หรือ "เทรนเนอร์ส่วนตัว" คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย บางคนก็อาจจบวิทยาศาสตร์การกีฬามาโดยตรง หรือจบหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ การออกกำลังกาย และโภชนาการโดยเฉพาะ พวกเขาเหล่านี้มาเป็นผู้ที่ช่วยดูแลเรื่องการออกกำลังกายของลูกค้า รวมถึงให้คำแนะนำด้านโภชนาการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางด้านการออกกำลังกายที่วางเอาไว้ในเวลาที่กำหนด

 

1. สิ่งสำคัญที่สุดอย่างแรก คือ ความปลอดภัย

     ก็จริง ที่ยุคนี้ใครก็เข้า internet หาตัวอย่างการออกกำลัง ง่ายแสนง่าย แต่พูดตรง ๆ เลยว่า ข้อมูลจากการ search ส่วนใหญ่จะปรับใช้ได้ดีกับการออกกำลังกายพื้นฐาน เพราะทำตามง่าย แต่การต่อย มวยไทย ( Muay Thai ) ซึ่งมีศิลปะที่มีความซับซ้อน การเริ่มต้นเองอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น การต่อย หรือเตะกระสอบทรายมั่ว ๆ มีโอกาสมากที่จะทำให้เกิดอาการข้อมือซ้น หรือบาดเจ็บ

 

2. สิ่งกระตุ้น

     วินัยในการออกกำลังกายของแต่ละคนนั้นต่างกัน บางคนตื่นตี 4 มาวิ่งออกกำลังกายทุกวัน แต่หลายคนยังต้องมีเพื่อน หรือคนบังคับเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

     การออกกำลังกายในยิม หรือการต่อย มวยไทย ( Muay Thai ) ในค่ายมวย เป็นหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการตัวกระตุ้นในการออกกำลังกาย เช่น เทรนเนอร์ ค่าใช้จ่ายที่เสียไปแล้ว แต่ก็มีสิ่งที่ดี คือ สังคม และเพื่อน ๆ ที่มักช่วยเพิ่มความสนุกในการออกกำลังกาย

 

3. สร้างวินัย

     การสร้างตารางเวลา เพื่อการออกกำลังกายที่บ้านนั้น เสียหายมานักต่อนักแล้ว ต้องยอมรับว่าการออกกำลังกายเป็นกลุ่ม หรือเป็นคลาสผู้ออกกำลังกายเองต้องปรับเวลาให้เข้ากับคลาสเรียน หรือเวลาที่กำหนด

     สำหรับปัจจัยนี้จะเห็นได้ชัดว่าการออกกำลังกายที่ยิมนั้น สามารถสร้างวินัย และเป็นตัวกระตุ้นในการออกกำลังกายได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะยิ่งการต่อย มวยไทย ( Muay Thai ) ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องการพาร์ทเนอร์ สาว ๆ หนุ่ม ๆ ยิ่งมีโอกาสได้รู้จักกัน

 

4. บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

     เชื่อว่าการที่สาว ๆ หลายคนออกกำลังกายด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะมีเป้าหมายบางอย่าง บางคนอยากขาเล็ก บางคนอยากลดน้ำหนัก หรือบางคนอาจจะอยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งเหล่าเทรนเนอร์ก็มีหน้าที่วางแผนโปรแกรมการออกกำลังกายให้คุณบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ รวมถึงคอยจดบันทึกการออกกำลังในแต่ละครั้งเพื่อเช็กความก้าวหน้า

 

ประโยชน์จากการต่อย มวยไทย ( Muay Thai )

1. หุ่นดูลีนสุด ๆ ( ทำให้มวลไขมันต่ำ )

     เพราะการต่อย มวยไทย ( Muay Thai ) นั้น เป็นกีฬาที่อาจสลายไขมัน หรือเบิร์นไขมันได้มากถึง 1,000 แคลอรี่ต่อการต่อย 1 คลาส ( สำหรับการต่อยที่ถูกวิธี และครบโปรแกรม ) รวมถึงสถานที่ และคลาสแต่ละครั้ง จะมีรูปแบบการสอนที่ต่างกัน ไม่จำเจ ผู้ที่มาต่อยมวยในยิมจะมีความรู้สึกได้ลองสิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลา ซึ่งต่างจากการวิ่ง หรือกีฬาอื่น ๆ

2. เสริมสร้างกระดูก / ลดไขมันได้ดี

     คนสมัยนี้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ และก้มเล่นโทรศัพท์มาก เหมือนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีแนวโน้มนำไปสู่โรคอ้วน ในที่นี้ไม่ได้พูดในมุมของหุ่นที่ไม่ดี หรือมวลไขมันเยอะ แต่สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่โรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ หรือไขมันอุตันในหลอดเลือด

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การใช้ร่างกายทุกส่วน ตั้งแต่ มือ แขน หัวไหล่ ขา ลำตัว ก้น ซึ่งเป็นข้อดีต่อการฝึกร่างกายให้แข็งแรงทั่วถึง ทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมมวลกระดูก ข้อต่อ ซึ่งการสูบฉีดเลือดที่มีพลังจากการใช้แรงแบบนี้สามารถสลายไขมันในเส้นเลือดได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณพึ่งเริ่มเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) คุณควรจะมีเทรนเนอร์ไว้สำหรับคอยแนะนำท่าที่ถูกต้องในการซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) เพื่อหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บจากการฝึกได้

     ชกมวย แบบ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้แคลอรี่เยอะ เรารับประกันได้เลยว่า มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่มีการเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการออกกำลังกายเกือบทุกชนิด แม้กระทั่ง โยคะ, พิลาทิส สิ่งที่แตกต่างอย่างสำคัญอีกข้อคือ การที่ออกกำลังกายด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) จะได้ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อม ๆ กัน การเตะหนึ่งครั้งจะได้ทั้งกล้ามเนื้อไหล่ กล้ามท้องด้านข้าง ไปจนถึง กล้ามเนื้อขา เรียกว่าได้ทั้งตัว ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมในการ ลดน้ำหนัก ได้ถึง 2,000 แคลอรี่ เลยทีเดียว

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) จึงนับว่าเป็นกีฬาที่สามารถช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ทุก สัดส่วน หากคุณกำลังต้องการการออกกำลังกายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถช่วยคุณได้

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย ต้องมี กรรมการ

การเคลื่อนไหว แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ต้องมี กรรมการ

มวยไทย ต้องมี กรรมการ

นอกจากการเอาชนะคู่ต่อสู้ด้วย กลยุทธ์วิถีเทคนิคต่าง ๆ ของศิลปะการต่อสู้บนเวทีของ มวยไทย อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดตัดสิน และชี้ขาดแพ้-ชนะ บนเวทีได้ก็คือ หน้าที่ของตำแหน่ง กรรมการ แล้วกรรมการสำคัญอย่างไรมาดูกันค่ะ

 

     กรรมการ บนเวที มวยไทย นับว่าเป็นตำแหน่งที่สาม ที่มักจะประกบคู่นักมวยทั้งสอง คอยตรวจเช็ค ความถูกต้อง และกฎกติกาการชกบนเวที และ กรรมการ ที่นั่งชมอยู่ด้านล่างข้างเวที เป็นผู้ชี้ขาด และเป็นผู้ตัดสินบนเวที ที่นักมวยทุกคน ต้องมีความเกรงใจ และให้เกียรติในการต้องทำตามกฎ วันนี้เราจะมาให้ความรู้ถึงความสำคัญของกรรมการ บนเวที มวยไทย ว่าเราต้องมีเขาไว้เพื่ออะไร

 

     ผู้ชี้ขาด คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบอันดับแรก การระมัดระวัง การดูแลเอาใจใส่ผู้แข่งขันไม่ให้เกิดบาดเจ็บ หรือบอบช้ำเกินควร หน้าที่ของผู้ชี้ขาด ผู้ชี้ขาดต้องปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียน ต้องแต่งกายด้วยกางเกงขายาวสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกหูกระต่ายสีกรมท่า รองเท้าหุ้มส้น หรือหุ้มข้อชนิดเบา ไม่มีสน สีดำ สวมถุงมือแพทย์ การเตือน ผู้ชี้ขาดอาจเตือนผู้แข่งขันได้ การเตือนเป็นการแนะนำให้ผู้แข่งขันระมัดระวัง หรือป้องกันไม่ให้กระทำสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่เป็นการละเมิดกติกาที่รุนแรงนัก ในการนี้ไม่จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันแต่หาโอกาสที่เหมาะสมเตือนผู้แข่งขันที่ทำผิดกติกาในระหว่างการแข่งขันนั้นได้ การตำหนิโทษ ถ้าผู้แข่งขันละเมิดกติกา แต่ความผิดนั้นไม่ถึงขั้นให้ออกจากการแข่งขันผู้ชี้ขาดต้องหยุดการแข่งขัน และสั่งตัดคะแนนแก่ผู้ละเมิดกติกานั้น ในการสั่งตัดคะแนนผู้ชี้ขาดต้องกระทำอย่างชัดแจ้งเพื่อให้ผู้แข่งขันเข้าใจเหตุผล และความมุ่งหมายของการสั่งตัดคะแนนนั้น ผู้ชี้ขาดจะต้องให้สัญญาณมือแก่ผู้ตัดสินทุกคนว้าได้มีการตัดคะแนนและชี้ตัวผู้แข่งขันที่สั่งตัดคะแนน ถ้าผู้แข่งขันถูกสั่งตัดคะแนน 3 ครั้งในคู่นั้น เขาจะถูกให้ออกจากการแข่งขัน หลังจากสั่งตัดคะแนนแล้วผู้ชี้ขาดต้องสั่ง “ ชก” การตรวจร่างกาย ของผู้ชี้ขาด ก่อนปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันระดับนานาชาติภายใต้กติกานี้ ผู้ชี้ขาดต้องได้รับการตรวจร่างกายว่าเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พอที่จะปฏิบัติหน้าที่ในสังเวียนในขณะปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันห้ามผู้ชี้ขาดสวมแว่นตา แต่อนุญาตให้ใช้เลนส์ผลึกได้ และก่อนการแข่งขันทุกครั้งผู้ชี้ขาดต้องเข้าร่วมประชุมที่คณะกรรมการฝ่ายแพทย์จัดขึ้น

 

          คุณสมบัติของคนเป็น กรรมการ มวยไทย

     คุณสมบัติของ กรรมการ ผู้ชี้ขาด ( อยู่บนเวที ) และผู้ตัดสิน ( อยู่ข้างล่าง ) จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี เว้นแต่คณะกรรมการผู้ตัดสิน จะพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน ต่อไปในระยะเวลาที่เห็นสมควร จะต้องมีหนังสือรับรองจากแพทย์ว่า เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน และจะต้องผ่านการอบรม, การทดสอบ, การขึ้นทะเบียนผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน มวยไทย และได้รับตราพร้อมประกาศนียบัตร ของสภา มวยไทย โลกอีกด้วย

     จำนวนกรรมการผู้ชี้ขาด / ผู้ตัดสิน จะต้องมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน และกรรมการผู้ตัดสิน 3 คน ทั้งนี้ยังต้องมีประธานผู้ตัดสิน เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอีกด้วย

     กรรมการ ผู้ชี้ขาด จะต้องรักษากติกา และให้ความเป็นธรรมอย่างเคร่งครัด จะต้องไม่แสดงกริยาวาจาที่ไม่สุภาพต่อนักมวย และผู้ชม จะต้องควบคุมการแข่งขันทุกระยะโดยตลอด จะต้องป้องกันนักมวยที่อ่อนแอกว่า ไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ จนเกินควร และโดยไม่จำเป็น จะต้องตรวจนวม ตรวจเครื่องแต่งกาย และฟันยางของนักมวยก่อนการแข่งขัน ในยกแรกจะต้องให้นักมวยทั้งคู่จับมือ กันกลางเวที และเตือนกติกาที่สำคัญ การจับมือจะกระทำกันอีกครั้งหนึ่งก่อนเริ่มการแข่งขันในยกสุดท้าย ห้ามนักมวยทั้งสอง จับมือกันระหว่างการแข่งขัน

     ผู้ชี้ขาด จะต้องใช้คำสั่ง 3 คำ คือ "หยุด" เมื่อ สั่งให้นักมวยหยุดชก "แยก" เมื่อสั่งให้นักมวยแยกออกจากการกอดรัด และ "ชก" เมื่อสั่งให้นักมวยชกต่อไป ในกรณีที่ผู้ชี้ขาดสั่งแยก นักมวยทั้งสองจะต้องถอยหลังออกมาก่อน อย่างน้อยคนละ 1 ก้าว แล้วจึงจะชกต่อไป

     ผู้ชี้ขาด จะต้องแสดงสัญญาณที่ถูกต้องให้นักมวยที่ละเมิดกติกาทราบ ถึงความผิดของตน เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน จะต้องรวบรวมบัตรให้คะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คนข้างล่างเวที จากนั้น ชี้มุมผู้ชนะตามเสียงคะแนนข้างมาก แล้วชูมือนักมวยผู้ชนะขึ้น นำบัตรคะแนนของผู้ตัดสินทั้ง 3 คน ให้ประธานผู้ตัดสินตรวจสอบ

 

          หน้าที่ของผู้ตัดสิน มวยไทย

     หน้าที่ของผู้ตัดสิน ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องตัดสินการชกของนักมวยโดยอิสระ และจะต้องตัดสินไปตามกติกา ผู้ตัดสินแต่ละคน จะต้องอยู่คนละด้านของเวที และห่างจากผู้ชม ในระหว่างที่การแข่งขันกำลังดำเนินอยู่ ผู้ตัดสินจะต้องไม่พูดกับนักมวย หรือกับผู้ตัดสินด้วยกัน หรือกับบุคคลอื่น ยกเว้นกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ถ้ามีความจำเป็นจะต้องพูดกับกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที ให้ใช้เวลาหยุดพักระหว่างยก แจ้งให้ผู้ชี้ขาดทราบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เช่น พี่เลี้ยงปฏิบัติผิดมารยาท หรือเชือกหย่อน ซึ่งผู้ชี้ขาด อาจจะไม่สังเกตเห็นในขณะนั้น

     ผู้ตัดสิน จะต้องให้คะแนนแก่นักมวยทั้งสอง ในบัตรบันทึกคะแนน ทันทีที่สิ้นสุดการแข่งขันของแต่ละยก ผู้ตัดสินจะต้องไม่ลุกออกจากที่นั่งให้คะแนน จนกว่าผู้ชี้ขาดจะชูมือตัดสินผลการแข่งขันแล้ว และการแต่งกายของผู้ตัดสิน จะต้องแต่งกายตามที่สภา มวยไทย โลกกำหนด

     จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของกรรมการ คือ ผู้ตรวจสอบ และดูความเรียบร้อยตลอดการชกให้เป็นไปตามกฎกติกาที่ต้องถูกต้องที่สุด

 

          อำนาจของผู้ชี้ขาด

1. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าฝ่ายหนึ่งมีฝีมือเหนือกว่าอีฝ่ายหนึ่งมาก

2. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันบาดเจ็บจนไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้

3. ยุติการแข่งขัน เมื่อเห็นว่าผู้แข่งขันไม่แข่งขันจริงจัง ในกรณีนี้อาจให้ผู้แข่งขันคนหนึ่ง หรือทั้งสองคนออกจากการแข่งขันได้

4. การเตือนผู้แข่งขันหรือหยุดการแข่งขัน เพื่อสั่งตัดคะแนนผู้แข่งขันที่กระทำกฟาวล์ หรือด้วยเหตุอื่น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือเพื่อความแน่นอนในการปฏิบัติตามกติกา

5. ให้ผู้แข่งขันที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยฉับพลัน หรือก้าวร้าวผู้ชี้ขาดหรือไม่ร่ายรำไหว้ครูตามประเพณีก่อนการแข่งขันออกจากการแข่งขัน

6. ให้พี่เลี้ยงที่ละเมิดกติกาออกจากหน้าที่ และให้ผู้แข่งขันออกจากการแข่งขันถ้าพี่เลี้ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ชี้ขาด

7. ให้ผู้แข่งขันที่กระทำฟาวล์ออกจากการแข่งขันโดยเตือนตำหนิโทษหรือยังไม่ได้เตือนตำหนิโทษผู้แข่งขันนั้นมาก่อนก็ตาม ถ้ากระทำผิดอย่างรุนแรง

8. หยุดนับในการล้ม ถ้าผู้แข่งขันเจตนาไม่ไปหรือทำชักช้าที่จะไปมุมกลาง

9. ตีความกติกาเท่าที่บัญญัตินี้ หรือพิจารณาตัดสิน และปฏิบัติตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

          จรรยาบรรณของผู้ชี้ขาด และผู้ตัดสิน

จะต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต

จะต้องไม่ให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์ใด ๆ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียในการตัดสิน

จะต้องไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

จะต้องไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนการแข่งขัน 24 ชั่วโมง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

การเคลื่อนไหว แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

น้ำมัน มวย สำคัญมากขนาดไหนกับ นักมวย กันนะ

การเคลื่อนไหว แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

การเคลื่อนไหว แบบ มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะ การต่อสู้ป้องกันตัว ที่มีเอกลักษณ์ ของไทย ซึ่ง การเคลื่อนที่ หรือ เคลื่อนไหว นั้นก็ล้วนเป็นพื้นฐาน ของการใช้แม่ไม้มวยไทย ทั้งการรุก และ การรับ คู่ต่อสู้ บนสังเวียน หากใครอยากฝึก การเคลื่อนไหว ต้องมาอ่านกันค่ะ

 

 มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นนอกจากศิลปะการใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก ที่เราได้พูดถึงกันไปในหลาย ๆ บทความแล้ว ยังมีในเรื่องของ การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ที่เป็นพื้นฐาน ของการใช้แม่ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งการรุก และ การรับ โดยการเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีดังนี้

 

 1. การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการรุก และ ถอย แบบเป็นเส้นตรง

การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว การรุก หรือ ถอย แบบเดินหน้า หรือ ถอยหลัง โดยการลากเท้า ของ มวยไทย ( Muay Thai ) คือ ถ้ารุกไปข้างหน้า จะเดินหน้า และ ให้เท้าหลังลากตาม เป็นจังหวะ โดยอาจยกเท้า หรือ ไม่ยกก็ได้ ในขณะที่เวลาถอย จะใช้แรงส่งจากเท้าหน้า ให้เท้าหลังก้าวออกไป แล้วเท้าหน้าก้าวตามเป็นจังหวะ โดยอาจยกเท้า หรือ ไม่ยกก็ได้

 

 2. การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการรุก และ ถอยฉาก

การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการรุกเป็นมุมฉาก ของ มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การเพิ่มจาก การรุกธรรมดา โดยใช้เท้าที่ไม่ถนัดตั้งนำ เท้าที่ถนัดส่งตาม ต่อจากนั้นใช้เท้า ที่ไม่ถนัด ลากออกไปด้านข้าง ส่งเท้าที่ถนัดตามไป อยู่ด้านหน้าเท้าที่ไม่ถนัด

 

 3. การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนที่เป็นวงกลม

การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนที่เป็นวงกลม ของ มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การเคลื่อนที่โดยใช้การรุก และ การถอย แบบการเคลื่อนที่ ของแบบเท้าธรรมดา ในลักษณะเท้านำเท้าตาม ที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้า ด้านหลัง ไปทางซ้าย หรือ ไปทางขวา ซึ่ง การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว เป็นวงกลม ให้เคลื่อนที่ตามคู่ต่อสู้ ไปเป็นวงกลม ถ้าจะรุก หรือ ถอยให้ใช้แบบการรุก และ ถอยแบบธรรมดา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส ของการเคลื่อนที่ด้วย

 

 4. การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว แบบ การก้าวย่าง

- การก้าวย่าง ของ มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การเดิน หรือ ลากเท้า ใช้ในโอกาสทั้งรุก และ ถอย ลักษณะการก้าวย่างใน มวยไทย ( Muay Thai ) นั้น คือ การยกเข่าขึ้นสูง พร้อมทั้งยกแขนขึ้นเป็นแนว การยกเข่าขึ้นให้ติดกับศอก หรือ เกือบติดกับศอก เข่าที่ยกอาจยกก่อน แล้วลากเท้า การเคลื่อนที่ลักษณะนี้เรียกว่า การก้าวย่าง บางครั้งอาจลากเท้า ไปข้างหน้าก่อนยกเข่าขึ้น ซึ่งการที่ยกเข่าขึ้นติดศอก เป็นการป้องกันคู่ต่อสู้ บางครั้ง ใน มวยไทย ( Muay Thai ) อาจทำสลับกันได้ ทั้งด้านซ้ายนำ และ ขวานำ

 

 - การย่างสามขุม ใน สังเวียน มวยไทย ( Muay Thai ) มักได้ยินกันบ่อย ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ การเดินจุด 3 จุด โดยการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า การเดินให้กำหนดจุด ที่ใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า หรือ เป็นการเปลี่ยนเหลี่ยม ของร่างกายนั่นเอง ซึ่งการฝึก การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว แบบ ย่างสามขุมให้ชำนาญ แบบ นักชก มวยไทย ( Muay Thai )  มืออาชีพนั้น จะต้องฝึกการย่ำ การก้าวย่าง และ การย่างสามขุม สามารถนำไปใช้ป้องกัน หลบหลีก บ้างก็ใช้ในการรับ หรือ การรุก

 

- การย่างสุขเกษม ใน มวยไทย ( Muay Thai ) การเคลื่อนที่ โดยการก้าวเท้า ออกไปด้านนอกตัว พร้อมกับการยกตัว ใช้มือปัดลงมาข้างล่าง ในขณะที่อีกมือหนึ่ง ยกขึ้นระดับใบหน้า เพื่อป้องกันอาวุธ ส่วนมือที่ปัดลงมา ใช้ปัดป้องกันในกรณีที่ คู่ต่อสู้ถีบมาหาเรา ในการฝึก การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนไหว การย่างสุขเกษม จะต้องบิดสะโพกตามไปด้วย พร้อมกับปัดมือล่างให้ผ่านลำตัว ส่วนเท้าเคลื่อนที่ก้าวไป พร้อมกับการปัดมือผ่านลำตัว

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย อุปกรณ์ สำคัญ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai )

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

 

ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ประโยชน์กว่าที่คิด

กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ในปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกาย เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งประโยชน์ของการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด จะมีอะไรบ้าง มาติดตามกันได้เลย

 

มวยไทย ( Muay Thai ) สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ

 

กีฬามวยไทย ( Muay thai ) เป็นกีฬา ที่ต้องใช้แรง และกำลังของ กล้ามเนื้อ เป็นอย่างมาก ในการออกอาวุธจากการใช้หมัด เท้า ศอก หรือเข่า ที่ผู้เล่น มวยไทย ( Muay Thai ) จำเป็นต้องอาศัยการฝึกร่างกายของเรา ให้แข็งแกร่งทุกสัดส่วน ทั้งช่วงบน ช่วงกลาง และช่วงล่าง เพราะ ในการชกมวยจริง ๆ นั้น ขาของคุณ จะต้องไวมีฟุตเวิร์คที่ดี ตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนสังเวียน เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว มีช่วงกลางลำตัวที่แข็งแกร่งที่ สามารถรับการโจมตีจากการออกอาวุธของคู่ต่อสู้ได้ และมีแขนที่ทรงพลัง เพื่อเอาไว้ออกอาวุธที่มีพลังในการโจมตีสูง

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยให้ระบบไหลเวียดเลือดทำงานดี

 

การฝึกกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ทำให้ร่างกาย มีการเคลื่อนไหว อยู่ตลอดเวลา ขณะเล่น จึงช่วยบำรุงระบบไหลเวียนเลือด ให้มีการทำงานได้ดี ทั้งหัวใจ และหลอดเลือด ที่ส่งผลต่อการสูบฉีดโลหิตเต็ม ๆ ทำให้ผู้ที่เล่นกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ลดความเสี่ยงจากการเกิด โรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน เป็นต้น

 

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยฝึกสมอง

 

การออกอาวุธของผู้เล่นที่ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) ในแต่ละครั้ง  ร่างกายจะมี การทำงานที่สอดคล้องกัน ระหว่าง กล้ามเนื้อที่ใช้ออกอาวุธ และสมอง ที่มีการทำงานอย่างสัมพันธ์กัน การฝึกมวยไทย ( Muay Thai ) จึงเป็นการช่วยฝึกสมองได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของการเลือกใช้ อวัยวะในการออกอาวุธ เพื่อต่อสู้หรือตอบโต้ไปยังคู่ต่อสู้

 

 มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยลดความเครียด

 

การเล่นกีฬา มวยไทย ( Muay Thai )  ทำให้เกิดความสนุกสนาน ร่าเริงในการเล่นได้ และยิ่งเล่นมากเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟีน ( Endorphin ) ที่ทำให้ผู้ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) มีความสุขยิ่งขึ้น และยังลดความเครียดลงได้ รวมถึง ยังช่วยทำให้ร่างกายไม่แก่เร็ว

 

มวยไทย ( Muay Thai ) มีจิตใจที่แน่วแน่

 

การฝึก กีฬามวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่ต้องใช้สติ สมาธิ และปัญญาในการเล่น กับฝ่ายตรงข้าม ทำให้ผู้เล่นมีพัฒนาการ ด้านจิตใจ และอารมณ์ คือ มีเชาวน์ไว ไหวพริบดี ตัดสินใจได้ฉับพลัน มีความสุขุม รอบคอบ และเยือกเย็น มวยไทย ( Muay Thai ) จึงเป็นการฝึกตนเอง ให้สามารถควบคุม อำนาจในจิตใจ และอารมณ์ได้มากขึ้น

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยฝึกควบคุมความกดดันได้ดี

 

หากผู้เล่นทำการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) บนสังเวียนจริง  ผู้เล่น ต้องช่วยเหลือตนเอง ไม่สามารถที่จะพึ่งพา โค้ชมวย ได้อีกต่อไป บนเวที่มี คู่ต่อสู้ประจันหน้า อยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือน แรงกดดันที่ นักมวยต้องแบกรับอยู่ตลอดเวลา นักมวย จึงต้องมีสติ และสมาธิอย่างมากขณะเล่น ต้องควบคุม ความกดดันจากตนเองและภายนอกให้ได้ เพื่อชกมวย ตามแผนที่ตนเองวางไว้

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยป้องกันตัวเองและผู้อื่นได้

 

เป็นความจริง ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคนี้ ภัยทางสังคม มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนอกบ้าน สามารถ เจอกับ เหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่เกิดจาก ผู้อยู่ร่วมกันในสังคมได้ การฝึกฝน มวยไทย ( Muay Thai ) จะทำให้ผู้ที่ฝึกมี ทักษะในการต่อสู้  เพื่อป้องกันตัวเอง จากภัยสังคม ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองได้ รวมไปถึง หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับคนรอบข้าง ก็สามารถ ใช้ศิลปะในการต่อสู้จากการฝึกฝน มวยไทย ( Muay Thai ) จัดการกับผู้ก่อภัยสังคมเฉพาะหน้าได้

 

การฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้เล่นมีพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ นอกจากนี้ กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ยังมีประโยชน์ ในแง่ของ ศิลปะป้องกันตัว ที่จะทำให้บุผู้ฝึก สามารถป้องกันอันตราย ที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต และทรัพย์สินของตนได้ เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ตนเอง เมื่ออยู่ในสังคม ได้อีกด้วย

 

หากใครที่ต้องการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) และกำลังมองหา สถานที่เรียน มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถติดต่อ ขอรายละเอียดได้ที่ “เจริญทอง มวยไทย ยิม” ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) มีทั้งหมด 3 สาขา คือ สาขาศรีนครินทร์ สาขารัชดา และสาขาข้าวสาร

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

เทคนิค คลุกวงใน ของ มวยไทย ( Muay thai )

การออกหมัด สไตล์ มวยไทย มีรูปแบบใดบ้าง

เทคนิค คลุกวงใน ของ มวยไทย ( Muay thai )

เทคนิค คลุกวงใน ของ มวยไทย ( Muay thai )

หลาย ๆ ครั้งที่นั่งดู มวยไทย ( Muay thai ) ตามทีวี มาตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะเห็นเทคนิค การเข้าประชิดตัว กอดคอ และ ตีเข่า แบบนั้นเค้าเรียกว่า คลุกวงใน วันนี้เรามาดู เทคนิค ดี ๆ ในการ เข้าวงในอย่างไรให้ มืออาชีพ และ ปลอดภัย กันค่ะ

 

มวยไทย ( Muay thai ) มีหลากหลายสาย หลากหลายท่ามาก หากพูดถึงท่า ที่ใช้บ่อยที่สุดใน มวยไทย ( Muay thai ) ก็ คือ ท่าที่เข้าวงใน ท่าตีเข่า เป็นท่าที่เข้าถึงตัว และ ทำให้ศัตรูน็อคเร็ว เพราะอันตราย จากการโดนตีเข้า มีอาการจุก และ เจ็บ อาจจะมีถึงขั้น กระดูกซี่โครงหัก เลยก็ว่าได้

 

 

ข้อคำนึง ก่อนเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai )

การฝึกฝน ในระยะประชิด สามารถเริ่มได้ หลังจากเข้าใจ หลักการพื้นฐาน ของการชกมวย กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) ในระยะทางไกล และ ปานกลาง การโจมตี และ การตอบโต้ การป้องกันการเข้า และ ออกอย่างรวดเร็ว และ ต้องลดประสิทธิภาพ ของฝ่ายตรงข้าม ให้ได้เร็วที่สุด

 

เทคนิค การเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai )

การต่อสู้ อย่างใกล้ชิดนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้ และ ฝึกการเคลื่อนไหว การต่อสู้ แบบเดียวกัน เป็นเวลานาน ดังนั้นในการดวล ตัวคุณไม่ต้องคิด แต่ทำทันที หากนักกีฬา มวยไทย ( Muay thai ) เริ่มคิด และ คำนวณ การกระทำของเขา ในระยะเวลาอันสั้น เขาก็อาจหลงกลศัตรูได้ และ ต้องรู้ถึงความชอบ ของท่ามวยไทย บางคนอาจจะชอบ การใช้หมัด บางคนอาจจะชอบศอก บางคนอาจจะชอบตีเข่า เพราะแต่ละคน ไม่ได้ชอบ ใช้ท่า เหมือนกันทั้งหมด

 

ความแม่นยำ และ ความเร็ว ที่ต้องมี ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai )

คุณสมบัติพื้นฐาน ของนักกีฬา มวยไทย ( Muay thai ) ในระยะประชิด คือ ความแม่นยำ และ ความคมชัด ของการเคลื่อนไหว ดังนั้น เขาจึงมีโอกาส ได้ใช้ความคิด เริ่มสู้แล้ว ก็ต้องเข้าไว ออกไวเหมือนกัน

 

อาวุธ ที่ต้องใช้บ่อยมาก ในการเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai )

1. เข่า

เข่า เป็นอาวุธที่ คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) ต้องใช้บ่อยที่สุด เพราะการเข้าไป กอดศัตรูก่อน แล้วจึงค่อยแทงเข่า นั้นเอง เข่าหากจะใช้ให้ถูกต้อง ต้องดูสถานการณ์ ในวงใน มีทั้งเข่าเสียบ เข่าตีกางออกมา  ดังนั้นอาวุธเข่าจึงเป็น อาวุธในการ คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) ที่ถูกใช้บ่อยที่สุด

 

2. ศอก

ศอก ก็ใช่บ่อยพอ ๆ กับเข่าเลยด้วย เพราะว่าอะไรรู้หรือไม่ ศอก เป็นตัวแก้ทางมวยเข่าแบบ คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) เลยด้วย เพราะหากเราโดนกอด แล้วสิ่งที่เราจะใช้ สะบัดออกได้ก็ คือ ศอก ของเรานี้แหละ เป็นที่ดีสุดแล้ว

 

มวยไทย ( Muay thai ) กับการต่อสู้ต่าง ๆ มีความแตกต่างกันทั้งนั้น ทั้งความคิด และ ท่าต่าง ๆ ที่เราจะเข้าทำ เวลาก็เป็นส่วนสำคัญ ที่ต้องตัดสินใจ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การที่เราจะเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) ต้องแพ้ศัตรูแน่ ๆ

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้าง สำหรับการเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) บอกเลยได้ว่า มีเทคนิคดี ๆ มานำเสนอ ให้ทุกคนเห็นได้ชัดเลยว่า การเข้า คลุกวงใน ของ กีฬา มวยไทย ( Muay thai ) สำคัญมาก และ ยิ่งไปกว่านั้น มวยไทย (  Muay thai ) ก็เป็นศิลปะที่ฝึกได้ หากใครอยากลองฝึก การเข้าคลุกวงใน แบบนี้ ก็สามารถโทรมาสอบถามได้เลย ให้เราเปิดประสบการณ์ การฝึก มวยไทย (  Muay thai ) ให้เพื่อน ๆ ด้วยเทคนิคสุดพิเศษกันค่ะ

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย อุปกรณ์ สำคัญ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai )

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

มวยไทย กีฬาที่ได้มากกว่าแค่การ ออกกำลังกาย

มวยไทย กีฬาที่ได้มากกว่าแค่การ ออกกำลังกาย

                การฝึก มวยไทย หรือ การชกมวยนั้นแน่นอนว่าเป็นการ ออกกำลังกายที่ได้พลังงานอย่างมาก แต่รู้หรือไม่ว่า มวยไทย นั้นได้อะไรมากกว่า แค่การ ออกกำลังกาย ด้วยนะจะบอกให้ วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังกัน

 

            สำหรับ มวยไทย ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในไทย และยังเป็นกีฬา ประจำชาติไทย คงจะหนี้ไม่พ้น มวยไทย ที่เป็นกีฬา สุดฮิตที่ทั้ง เท่ ทั้งทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี และยิ่งไปกว่านั้น มวยไทย ยังเป็นศิลปะป้องกันตัว สำหรับ สาวๆ หรือ เด็กๆ คนไหนที่อยากฝึกติดตัว ไว้และรู้หรือไม่ว่า มวยไทย นั้น มันมีประโยชน์มากกว่า แค่การ ออกกำลังกาย เพียงอย่างเดียว เพราะมวยไทย นั้นเป็นการ ขยับร่างกายที่บอกเลยว่า ใช้แทบทุกส่วนของร่างกาย ของเรากันเลย รวมไปถึง การใช้ความคิด จิตสัมผัส และยังเป็นฝึกก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ได้ดีอีกด้วย ดังนั้น วันนี้เราจะมา คุยกับว่า มวยไทย นั้นให้อะไรกับเราบ้าง ที่ไม่ใช้แค่การ ออกกำลังกาย ไปดูกัน

 

มวยไทย ให้อะไรกับเราบ้าง ?

 

มวยไทย ( Mauy Thai ) กับการช่วยคลายเครียด

 

               

มวยไทย ( Mauy Thai ) ในปัจจุบัน นั้นเป็นกีฬา ที่ต้องใช้แรง เพื่อต่อสู้กับคู่ต้อสู้ และยังเป็นการช่วยระบายความเครียด ได้เป็นอย่างดี อีกด้วย เพราะการที่เราได้ ระบายความครียด ในสังเวียน หรือ ชกกระสอบทราย สามารถช่วยให้เรา ระบายอารมร์ หรือความเครียดที่เก็บมา ไม่ว่าจะเก็บเรื่องครียดๆ มาจาก งาน หรือเรื่องเรียน และยังรวมไปถึงเรื่องความรัก ถ้าเราได้ระบาย ความเครียด ได้ออกแรงชกกระสอบทราย แน่นอนว่าทำให้เราได้ ระบายความครียด ได้เป็นอย่างดีแน่นอน เถมยังได้ออกกำลังกาย ไปในตัวอีกด้วย

 

มวยไทย ( Mauy Thai ) กับการ ช่วยให้หุ่นดีขึ้น

 

                เป็นที่แน่นอน อยู่แล้วว่า การออกกำลังกาย ทุกประเภท ไม่ใช้แค่การชกมวย มันสามารถช่วยให้เรา หุ่นดี ลดน้ำหนัก ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับ มวยไทย นั้นจะเป็นการ ออกกำลังกาย ที่ได้ใช้ทุกส่วนของร่างกาย ของเราเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นส่วนหัว ยาวลงมาถึงส่วนเท้าของเรา และแน่นอนว่า จะทำให้ เราได้เผาผลาญพลังงานแทบจะทุกส่วน รับลองว่าถ้าเราฝึก มวยไทย เป็นเวลาเดือนหนึ่ง หุ่นของเรา จะดีขึ้นมาได้อย่างเห็นได้ชัด แถมยัง มีกล้ามขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว แน่นอน เพราะ มวยไทย นั้นจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูง และเรา ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้น แรงขึ้น และนั้นจะเป็นการ เผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการ นอนซิทอัพกับพื้น หรือการ วิ่ง ด้วยซ้ำไป เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และ เผาผลาญไขมันได้มากขึ้น กล้ามท้องก็ไม่ไกลเกินเอื้อม นะจะบอกให้

 

มวยไทย ( Mauy Thai ) กับการ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของเรา

 

                แน่นอนว่า มวยไทย ( Mauy Thai ) สำหรับการฝึกนั้น จะทำให้ร่างกายของคุณ แข็งแรงขึ้นได้ เพราะเป็นการใช้กล้ามเนื้อทั้ง แขน ทั้งขา อย่างมาก ยังรวมไปถึง เข่า ศอก ทุกอย่าง ในการออก อาวุธ ส่วนต่างๆในร่างกาย ของเรา ต้องอาศัยพลังงาน และ ความแข็งแกร่งของร่างกาย ของเราอยากมาก ในการทำซ้ำหลายๆ ครั้ง เพราะ มวยไทย ( Muay Thai )นั้น จะ มีจุดประสงค์ คือ ชกกับ คู่ต่อสู้จนกว่าอีกฝ่ายจะน็อค หรือ ยอมแพ้ แต่ถ้าไม่น็อคจะมีการนับคะแนนและตัดสินว่าคุณทำได้ดีแค่ไหนเมื่อจบการแข่งขัน นั้นเอง และนั้นจะเป็นเพิ่มความแข็งแกรงให้กับ ร่างกาย ของเรา ได้อย่างรวดเร็ว

 

มวยไทย ( Mauy Thai ) กับการ ช่วยปรับความสมดุลให้กับร่างกาย

 

แน่นอนว่า การต่อยมวย หรือ การฝึก มวยไทย นั้น เป็นประจำจะสามารถ ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ของเราได้เป็นดี ทำให้ไม่มีโรคร้ายใด ๆ มาเยือน แถมยัง สร้างกล้ามเนื้อใน แต่ละส่วน ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา และยังรวมถึง ช่วงท้อง ดังนั้น รับรอง ได้เลยว่าการต่อยมวยนั้นจะส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ของเราได้เป็นอย่างดี แน่นอน

 

มวยไทย ( Mauy Thai ) กับการ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง

 

                การฝึก หรือ การซ้อม มวยไทย นั้นถือเป็นกีฬา อีกหนึ่งชนิดที่สามารถ ช่วยไปกระตุ้น การทำงานของ หัวใจ และ หลอดเลือดในร่างกาย ของเราได้เป็นอย่างดี เพราะการที่ เรา ต้องออกกำลังกาย ในการ ฝึก มวยไทย นั้น จะทำให้หัวใจและปอดมีความเครียดในระดับปานกลาง ซึ่งทำให้หัวใจและปอดของคุณทำงานได้ดี ขึ้น นั้นเอง และยังฟ ส่งผลให้ระบบการไหลเวียน โลหิตทั่วร่างกาย ของเรา เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้วย

               

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

การออกหมัด สไตล์ มวยไทย มีรูปแบบใดบ้าง

รูปแบบ สังเวียนมวย ของ กีฬา มวยไทย

 

การออกหมัด สไตล์ มวยไทย มีรูปแบบใดบ้าง

การออกหมัด สไตล์ มวยไทย มีรูปแบบใดบ้าง

การออกหมัด เป็นท่าออกอาวุธ ที่มีการใช้ในการต่อสู้ในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai )  อย่างมาก ซึ่งรูปแบบการออกหมัดของมวยไทย มีหลากหลายรูปแบบ

 

หมัด เป็นการออกอาวุธของมวยไทย ( Muay Thai ) โดยใช้มือ เพื่อพุ่งชกไปยังคู่ต่อสู้ โดย หมัด ถือได้ว่าเป็นอาวุธที่ถูกปล่อยมากที่สุดในสังเวียนเลยก็ว่าได้ หากเทียบกับ เข่า ศอก และเท้า การออกหมัดของนักมวยนั้น มีรูปแบบของทิศทางในการออกหมัดที่แตกต่างกันด้วย สามารถแบ่งการใช้หมัดได้ 4 รูปแบบ ดังนี้

 

1. หมัดตรง

 

คือ การชกหมัด ออกไปตรง ๆ จากการตั้งท่าปล่อยหมัดออกไป โดยการคว่ำลงให้เป็นแนวขนานกับพื้น อาศัยแรงส่งจากไหล่ สะโพก และเท้า การชกหมัดตรง แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ

 

  • หมัดตรงชกนำ :  เป็นการปล่อยหมัด ที่อยู่ด้านหน้าพุ่งไปยังเป้าหมาย โดยอาศัยแรงส่ง ที่มาจากหัวไหล่ ลำตัว ตั้งตรง และเท้ายันพื้น เพื่อเป็นหลักและแรงส่งออกไป ถ้าจดเหลี่ยมขวาหมัดตรงชกนำ คือ หมัดซ้าย ถ้าจดเหลี่ยมซ้าย หมัดตรงชกนำ คือ หมัดขวา  อาจจะชกออกไป โดยไม่เคลื่อนเท้า หรือ เคลื่อนเท้าไปด้านหน้า ด้านหลัง ข้างซ้าย และข้างขวาก็ได้ ส่วนมากเวลาชกไป แล้วน้ำหนักตัว มักจะตกอยู่บนเท้าที่อยู่หน้าเสมอ การชกส่วนใหญ่ จะอยู่บริเวณหน้าคู่ต่อสู้

 

  • หมัดตรงชกตาม : หมัดตรงชกตาม จะเป็นการใช้หมัดอีกข้างของหมัดชกนำ ปล่อยเป็นแนวตรงไปยังเป้าหมาย โดยอาศัยแรงจากหัวไหล่ ลำตัวและเท้า ส่งแรงไปที่หมัดถ้าจดเหลี่ยมขวา หมัดตรงชกตาม คือ หมัดขวา ถ้าจดเหลี่ยมซ้ายหมัดตรงชกตามคือหมัดซ้าย เมื่อหมัดตรงชกตามพุ่งออกไป ลำตัว เอว และสะโพกจะบิดคว่ำลงเท้าหลังจะส่งแรงน้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าหน้า อาจจะสืบเท้าไปข้างหน้า ถ้าชกถอยหลัง หรือฉากออกข้างชกหมัดตรงชกตามก็ได้ส่วนมากแล้ว ถ้าเดินหน้าหมัดตรงชกตาม จะหนักหน่วง และรุนแรงกว่าหมัดชกนำ

 

2. หมัดเหวี่ยง

 

คือ การชกหมัดวิถีโค้งขนานกับพื้น การชกโดยการใช้แรงเหวี่ยงจากไหล่ ลำตัว และเท้า ลักษณะของแขนที่เหวี่ยง ขึ้นอยู่กับระยะของคู่ต่อสู้ ถ้าคู่ต่อสู้อยู่ใกล้ ก็ต้องงอแขนเข้ามาก แต่หากคู่ต่อสู้อยู่ไกล ก็ต้องงอแขนเหวี่ยงใส่เล็กน้อย บางครั้งอาจจะเหวี่ยงสันหมัด โดยเป้าหมายการชกในรูปแบบนี้ คือ บริเวณขากรรไกร กกหู ขมับ และท้ายท้อย หมัดเหวี่ยง สามารถแบ่งออกได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

 

  • หมัดเหวี่ยงสั้น หรือ หมัดขว้างสั้น : จะใช้ในตอนที่คู่ต่อสู้อยู่ในจะหวะปิดป้องกัน ได้ดีเมื่อคู่ต่อสู้ปิดป้องกำบังต่าง ๆ เช่น คู่ต่อสู้ยกมือป้องกันใบหน้าตรง ๆ ถ้าชกหมัดตรงก็จะถูกมือและท่อนแขนของคู่ต่อสู้ยกกันไว้ ดังนั้น ควรใช้หมัดเหวี่ยงสั้น เพราะหมัดนี้ จะโค้งผ่านเลยแขนคู่ต่อสู้เข้าสู่ใบหน้า หรือปลายคางทางข้างซ้าย หรือข้างขวาก็ได้ หมัดเหวี่ยงสั้นอาจจะมีวิธีทางของหมัดไม่ขนานพื้น คือ อาจจะเฉียงขึ้น หรือ เฉียงลงสู้พื้นบ้างก็ได้ตามแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์และอาจจะกระทบเป้าหมาย โดยการคว่ำสันหมัด

 

 

  • หมัดเหวี่ยงยาว หรือ หมัดขว้างยาว : เป็นการชก โดยการเหยียดแขนยาวออกไป เกร็งแขนให้ตึง คว่ำมือ พยายามให้สันหมัดถูกเป้าหมาย โดยเหวี่ยงออกไปเป็นวงกว้างให้วิธีทางขนาน กับพื้นดินหมัดเหวี่ยงยาวให้ชกเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปเป้าหมายชก คือ ปลายคาง หน้า และคอ

 

  • หมัดเหวี่ยงกลับ : เป็นการออกหมัด ที่เมื่อชกหมัดเหวี่ยงออกไปแล้ว ไม่ถูกเป้าหมาย จึงหยุดแล้วเวี่ยงสวนกลับมาในทิศทางเดิม เพื่อให้ถูกเป้าหมาย หมัดนี้สามารถใช้ได้ทั้งหมัดเหวี่ยงสั้น และหมัดเหวี่ยงยาว

 

3. หมัดเสย หรือหมัดสอยดาว

 

เป็นการกำหมัดให้แน่นและงอข้อศอก เกร็งข้อศอก หงายหมัดขึ้น และปล่อยหมัดจากล่างพุ่งขึ้นวิถีตั้ง ทำมุมฉากกับพื้น การปล่อยหมัดก็จะมี2แบบ คือ หมัดเสยนำ และ เสยหมัดตาม หมัดเสยจะใช้ได้ดีเมื่อเป้าหมายอยู่ใกล้ตัว เช่น การเข้าคลุกวงในแล้วคู่ต่อสู้ก้มต่ำเป้าหมายที่ชก คือ บริเวณคาง ท้อง หน้าอกและหน้า

 

4. หมัดโขก

 

จะเป็นการเหวี่ยงหมัด จากบนลงล่างเป้าหมาย บริเวณขมับ หรือ คางหมัดโขก เป็นหมัดที่รุนแรงใช้หมัดตาม เพื่อให้วงเหวี่ยงมีรัศมีกว้างขึ้น หมัดโขก เป็นหมัดที่มีทิศทางจากบนลงล่างแบ่งเป็นหมัดโขกวงกว้างกับหมัดโขกวงแคบหมัดนี้เป็นหมัดที่รุนแรง เพราะ อาศัยแรงเหวี่ยงของไหล่และแขน

 

การออกหมัดในแต่ละรูปแบบ ต่างมีทิศทางในการออกหมัดที่แตกต่างกันไป นักมวย ควรประยุกต์ใช้การออกหมัดเหล่านี้ให้ได้อย่างหลากหลาย เพื่อปรับเปลี่ยนการโจมตีไปยังคู่ต่อสู้ได้เสมอ

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

น้ำมัน มวย สำคัญมากขนาดไหนกับ นักมวย กันนะ

ความสำคัญของ กระจับนักมวย

น้ำมัน มวย สำคัญมากขนาดไหนกับ นักมวย กันนะ

น้ำมัน มวย สำคัญมากขนาดไหนกับ นักมวย กันนะ

สำหรับ นักมวย นั้นเคยสังเกตไหมเวลา นักมวย ซ้อม มวย หรือเวลาขึ้นชก นักมวย มักจะทายา หรือที่เรียกกันว่า น้ำมันมวย แล้วเราเคยคิดสงสัยไหมว่า มันสำคัญขนาดไหนกับ นักมวยกันนะ วันนี้เราไปหาคำตอบกัน

 

                สำหรับ นักมวย เวลาขึ้นชก หรือ เวลา ปวดเมื่อยหลักจากการซ้อมมวย คุณเคยได้ยิน น้ำมันมวย หรือไม่ที่จะ ตัวช่วยให้กับ นักมวยที่จะต้องการ นวด กล้ามเนื้อ แล้วเคยสงสัย ไหมว่า ทำไมต้องเป็นน้ำมันมวย แล้ว ทำไม ถึงตั้งชื่อ ว่าน้ำมันมวย วันนี้เราไปหาคำตอบกัน น้ำมันมวย นั้น ได้รับ การคิดค้น และ ผลิตจำหน่าย โดน “ เทวกรรมโอสถ ” ที่จะเป็นสินค้า ของคยไทย ที่คนไทย เป็นคนผลิต และคิดค้น ขึ้น มานั้นเอง และมีอายุยาวนานมากกว่า 60 ปีกันเลย ทีเดียว ก่อเกิดมาจาก กีฬามวย ก่อนที่จะขยายตัวไปยังกีฬา ชนิด อื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้ น้ำมันมวย ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง นั้นก็คือ การเป็นผู้จารึก แชมป์มวย โลกคนแรกของไทย จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ ของไทย นั้นเอง

 

น้ำมันมวย

 

            สำหรับ น้ำมันมวย นั้น เป็นการคิดค้น ของภูมิปัญาชาวบ้าน ของคนไทย ที่จะประกอบไปด้วย ตัวยา ต่างๆมากมาย และตัวยา หลักๆ นั้นจะได้แก่ เมทิลซาลิไซเลท เมนทอล และ การบูร ที่จะสามารถ ทำงานออกฤทธิ์ส่งเสริม กันโดย เมทิลซาลิไซเลทจะ ออกฤทธิ์ร้อน  และ เมนทอลจะเย็น นั้นจึงทำให้ น้ำมันมวย พอทาแล้วจะรู้สึกๆ ร้อยๆ เย็นๆ นั้นเอง

 

                แล้ว น้ำมันมวย มัยดีต่อ นักมวย อย่างไรบ้างนะ เมทิลซาลิไซเลท จะออกฤทธิ์ ร้อนๆ  และ เมนทอลจะรู้สึกๆ เย็นๆ เมื่อเรานำ น้ำมันมวย มาทาบนผิวหนัง หรือ กล้ามเนื้อ ตรงบริเวณ ที่ปวด ก็จะรู้สึกทั้งร้อน และ เย็นไปพร้อมกัน ทำให้สมองรู้สึกสับสน แล้วเบี่ยงเบนความรู้สึกจากอาการเจ็บปวดได้ เป็นอย่างดี นั้นเอง แถมด้วย น้ำมันมวย ยังมีกลิ่นที่ว่าจะหอม ก็หอม  หรือ อาจจะรู้สึกเหม็นฉุนต่อ ใครหลายคน อีกทั้งยัง มีฤทธิ์ร้อน และ เย็นในขวดเดียวกันโดยนิยมใช้ทาลงบนผิวหนังทั้งก่อน และ หลังเล่นกีฬา หรือ การออกกำลังกาย และ ยังใช้ในวงการสปา และ การนวดบำบัดด้วย เช่นกัน

 

วิธีใช้ น้ำมันมวย อยากถูกวิธี

 

            เดิม น้ำมันมวย นั้น จะมีแบบ น้ำเพียง ชนิดเดียว แต่ปัจจุบัน นั้น ได้มีการ พัฒนา ให้สอดคล้อง กับ ไลฟต์ และ กลุ่มเป้าหมาย ของ คนรุ้นใหม่ นั้นจึงทำให้ มีการ ผลิตภัณฑ์ ของ น้ำมันมวย รูปแบบใหม่ๆ ออกมามากมาย แต่ทุกแบบจะใช้ทา หรือ นวดบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย หรือ นวดตรงกล้ามเนื้อ ที่รู้สึกเหนื่อยล้า เพราะมันสามารถ เบาเทาอาการ ปวดเมื่อยได้นั้นเอง

 

สรรพคุณ ของ น้ำมันมวย

 

                สำหรับ สรรพคุณ ของน้ำมันมวยนั้น เป็นอย่างที่บอกกันมาแต่แรกแล้วว่า มันสามารถช่วยในการ เบาเทาอาการ ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ได้เป็นอย่างดี และยัง สามารถช่วย ลดอาการฟกช้ำ หรือ อาการปวดที่บริเวณผิวหนัง เนื่องจาก น้ำมันมวย ที่จะมีฤทธิ์เย็นๆ ร้อนๆ จะสามารถไป ช่วยให้ผิวหนังบริเวณ นั้นอุ่นขึ้น ใช้หลักการ เดียวกับการประคบร้อนนั่นเอง นั้นเอง เห็นไหมว่ เหมาะมากๆ กับนักมวย ที่ต้อง ต้องออกแรง ทำให้ ต้องหายามานวด นั้นเอง และแถมยัง สามารถไป ช่วยทำให้ร่างกายของเรา อบอุ่น และยัง ทำให้ ระบบไหลเวียนของเลือดทำงาน ได้ดีขึ้น ได้อีกด้วย และ ช่วยผ่อนคลายอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และ กลิ่นของเมนทอลจะทำให้รู้สึกสดชื่น อีกนั้นเอง

 

ข้อควรระวัง ในการใช่                                               

 

ถึง น้ำมันมวย จะเป็นยาทาแก้ปวด กล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมี จ้อควรระวัง ในการใช้อยู่นั้นเอง และข้อสำคัญในการ ใช้นั้น ไม่ควรทาบริเวณ ผิวหนัง อ่อนๆ เพราะอาจทำให้ ผิวหนังเกิดอาการ ไหม้ได้ นั้นเอง เละอีกอย่างคือ อย่าให้โดน บริเวณ ดวงตา เพราะอาจเกิดอาการแสบ ได้นั้นเอง

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ความสำคัญของ กระจับนักมวย

รูปแบบ สังเวียนมวย ของ กีฬา มวยไทย

ความสำคัญของ กระจับนักมวย

ความสำคัญของ กระจับนักมวย

ในการแข่งขัน มวยไทย ที่จำเป็นต้องใช้แรงในการต่อสู้ปะทะกัน นักมวยจึงจำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ในการป้องกันตัวอย่าง  กระจับนักมวย ที่เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมากในกีฬาชนิดนี้

 

กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังในการต่อสู้ เพื่อเอาชนะผู้ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นจากการออกหมัด เตะ เข่า หรือศอก ก็ล้วนส่งผลทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อร่างกายของคู่ต่อสู้ได้ไม่ว่าจะโดนอวัยวะใดก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าการกระทบกระเทือนจากการต่อสู้นั้น เป็นสิ่งที่นักมวยหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว นักมวย จึงจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ในการป้องกันตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ คือ " กระจับ"

 

จุดประสงค์ของ กระจับนักมวย

 

กระจับ ( Groin guard ) เป็นอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างหนึ่งในกีฬาชกมวย รวมถึงการต่อสู้ชนิดอื่น กระจับที่นักมวยต้องสวมใส่ เพื่อให้เกิดความกระชับ และป้องกันแรงกระแทกที่จะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ เนื่องจากการชกต่อยมวย อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณท้องน้อย และช่วงขาหนีบได้ง่าย

 

การป้องกันอวัยวะเพศของ กระจับนักมวย

 

อวัยวะเพศของมนุษย์ เป็นส่วนที่มีความเปราะบางต่อแรงกระแทก และ บริเวณนี้ยังมีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดมาเลี้ยงมาก ทำให้เกิดความเจ็บปวดได้อย่างรุนแรง จึงมีความจำเป็น ที่เรานั้นจะ ต้องหาอุปกรณ์ที่เป็นเกราะป้องกัน มาใช้ในกีฬาที่ต้องปะทะ ร่างกาย กัน และไม่ใช่แค่ มวยไทยหรือมวยสากล ที่ต้องใช้กระจับ ยังมีกีฬา อีกหลายประเภท ที่ต้องใช้ อุปกรณ์ป้องกัน อวัยวะเพศ อีกหลายกีฬา นั่นเอง

 

โดยหากมีแรงมากระทบกระเทือนในส่วนของกระจับที่ครอบบริเวณอวัยวะเพศอยู่ กระจับจะรับแรงกระแทกนั้น และแรงกระแทกจะกระจายตัวไปบริเวณขอบของกระจับ โดยจะถ่ายแรงไปบริเวณโคนขา (ขาหนีบ) แทนการโดนองคชาตและอัณฑะโดยตรง

 

การเปลี่ยนแปลงของกระจับนักมวย

 

การใส่กระจับ เพื่อป้องกันแรงกระแทกบริเวณอวัยวะเพศ มีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ โดยในสมัยนั้น กระจับนักมวย มีลักษณะเป็นแค่ถ้วยกระเปาะ (cup) ทำจากโลหะขนาดพอเหมาะ สำหรับปกปิดด้านหน้าของอวัยวะเพศชายและถุงอัณฑะเท่านั้น และใช้เชือกผูกร้อยให้แน่นกับเอวและง่ามขา โดยนักมวยจะผูกกระจับไว้นอกกางเกงชั้นในก่อนจะสวมกางเกงมวยอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่กระจับในการแข่งขันสากลแทนที่จะร้อยเชือกแบบเดิมก็มีการนำเอากระเปาะ (cup) ดังกล่าวไปสวมเข้ากับกางเกงสปอตเตอร์ (supporter) ทำให้สวมใส่ได้ง่ายและกระชับขึ้น

 

ส่วนกระจับนักมวย ในปัจจุบัน จะถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับ นักมวย หรือนักกีฬา มากขึ้น โดยจะมีการผลิตออกมาหลายขนาด เพื่อรองรับกับความแตกต่างของสรีระร่างกาย และขนาดอวัยวะเพศของแต่ละคนให้มีความเหมาะสมและกระชับ โดยกระจับนักมวยของไทย ใส่ในกางเกงและกระจับแนบกับอวัยวะเพศ ทำให้ไม่เห็นกระจับขณะที่ต่อยมวย

 

สำหรับมวยสากล กระจับของนักมวย สวมใส่ไว้ภายนอกกางเกงของนักมวย หรือนักกีฬา โดยกระจับนักมวยแบบมวยสากล นอกจาก จะออกแบบเพื่อช่วยป้องกันการกระทบในบริเวณอวัยวะเพศแล้ว ยังครอบคลุมได้ทั่วทั้งบริเวณท้องน้อย ทำให้มีประสิทธิภาพในการ ป้องกันการบาดเจ็บ ได้เป็นอย่างดี

 

ผู้หญิงจะเป็นต้องใส่กระจับหรือไม่

 

ถึงแม้ว่า อวัยวะเพศของเพศหญิง จะไม่ได้มีลักษณะยื่นออกมาจากร่างกายอย่างชัดเจนเหมือนกับ อวัยวะเพศของเพศชาย แต่อวัยวะเพศของเพศหญิงก็มีความบอบบางเช่นกัน นักมวยหญิง หรือนักกีฬาผู้หญิง จึงจำเป็นต้องใส่กระจับนักมวยเช่นกัน โดยกระจับนักมวยของเพศหญิง จะใส่ครอบอยู่ภายนอกกางเกงเหมือนกับกระจับแบบนักมวยสากล แต่มีขนาดที่เล็กกว่า นอกจากนี้ นักมวยหญิง ยังจำเป็นต้องสวมใส่ เกราะอก หรือกระจับบน เพื่อป้องกันการบาดเจ็บช่วงทรวงอกด้วย

 

กระจับนักมวย เป็นอุปกรณ์ในการป้องกันตัวที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากไม่ใส่กระจับนักมวย อวัยวะเพศที่เป็นจุดเปราะบางจะได้รับการแรงกระแทกโดยตรง ทำให้ผู้ที่ได้รับแรงกระแทก เกิดความเจ็บปวดอย่างหนักบริเวณอวัยวะเพศได้ รวมถึงเกิดอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เกิดอาการจุก , หน้ามืด , หน้าเขียว , รู้สึกคลื่นไส้ได้ เป็นต้น ซึ่งการได้รับบริเวณนั้น อาจมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

รายการอาหาร เพื่อสุขภาพ สำหรับนักมวย

อยากเป็น นักมวย แบบถูกกฎหมาย ต้องทำอย่างไร?

รายการอาหาร เพื่อสุขภาพ สำหรับนักมวย

รายการอาหาร เพื่อสุขภาพ สำหรับนักมวย

เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่า นักมวย มืออาชีพ ของ กีฬา มวยไทย นั้น ต้องหมั่น ออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร แทบตลอดเวลา เพื่อ ดูแลรักษารูปร่าง และ เพิ่มการเผาผลาญ มาดูกันดีกว่าว่า รายการอาหาร เพื่อสุขภาพ สำหรับนักมวย มีอะไรบ้าง ?

 

ชาเขียว ( Green Tea )

นักวิจัยเค้าพิสูจน์มาแล้วค่ะ ว่าคน ออกกำลังกาย ที่ดื่ม ชาเขียว ( Green Tea ) 4 แก้วต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือน จะมีไขมันรอบเอวน้อยกว่า คนที่ดื่มเครื่องดื่ม คาเฟอีนชนิดอื่น อยากผอมลองไปหา ชาเขียว ( Green Tea ) มาดื่มด่วน ๆ แต่อย่าลืมว่าต้องเป็น ชาเขียว ( Green Tea ) รสธรรมชาติไม่เติมนม หรือ น้ำตาลนะคะ

 

บลูเบอร์รี่ ( Blueberry )

บลูเบอร์รี่ ( Blueberry ) เป็นผลไม้ที่มี สารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant )  ที่ช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญไขมันได้ดี และ รสชาติยังดีอีกด้วย จะเอาไปทำ สมูธตี้ ( Smoothies ) หรือ เติมในสลัดผลไม้ ก็อร่อยเข้ากันดีนะ

 

ขนมปัง ข้าวกล้องงอก ( Brown Rice Bread )

เป็นขนมปัง ที่ผสมข้าวสาลีงอกแบบเต็มเมล็ด อารมณ์คล้าย ๆ ข้าวกล้องงอกบ้านเราค่ะ ซึ่งมีข้อดี คือ เอนไซม์ ( Enzyme ) ที่ผลิตขึ้นระหว่างงอกนั้น จะช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น ช่วยในการขับถ่าย และ มีสารอาหารเพียบ นำมาทำเป็นเมนู แซนด์วิชกินมื้อเช้า ก็อิ่มท้อง แถมอร่อยด้วยนะ !

 

อโวคาโด ( Avocado )

เจ้าอโวคาโด ( Avocado ) ลูกสีเขียวเนื้อเนียนนี้ เป็นแหล่งของไขมันดี ( HDL ) ที่ช่วยลดไขมันรอบเอวได้ จะนำมาทำเป็น สลัด หรือ สมูธตี้ ( Smoothies ) ก็เข้ากันดี อย่างไม่น่าเชื่อค่ะ

 

เคล และ บรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli )

มีสาร ไอ - ทรี - ซี ( Indole - 3 - Carbinol หรือ I3C ) ซึ่งจะช่วยต้าน ซีโนเอสโตรเจน ( Xenoestrogens ) ซึ่งเป็นสารพิษชนิดหนึ่ง ที่เลียนแบบ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ( Estrogen Hormone ) ในร่างกาย และ ทำให้เกิดไขมันรอบเอว รวมถึงก่อมะเร็งด้วย การทาน เคล และ บรอคโคลี่ ( Kale and Broccoli ) จึงมีส่วนช่วย ลดไขมันรอบเอว และ ลดความเสี่ยง ต่อโรคมะเร็ง ได้อีกทางค่ะ

 

ไก่ และ ไก่งวง ( Chicken and Turkey )

ผลวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่ได้รับแคลอรี่ 30% จากอาหารประเภท โปรตีน ( Protein ) จะมีน้ำหนักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับ แคลอรี่ จาก โปรตีน ( Protein ) น้อยกว่า 30% ถ้าจะให้ดีควรจะเลือกซื้อ ไก่ที่เลี้ยง แบบออร์แกนิก และ ปราศจากฮอร์โมนเร่งโตค่ะ

 

มะเขือเทศ  ( Tomatoe )

เมนูไหนมี มะเขือเทศ  ( Tomatoe ) บอกเลยว่าดีงามค่ะ เพราะ มะเขือเทศ ( Tomatoe ) มี วิตามิน ซี ( Vitamin C ) สูง ช่วยลด ฮอร์โมนคอร์ติซอล ( Cortisol Hormone ) ได้ดี

 

กระเทียม ( Garlic )

กระเทียม ( Garlic ) มีส่วนช่วยในการ กระตุ้นการเผาผลาญ และ ปรับสมดุลน้ำตาล ในเลือดได้ค่ะ

 

แซลมอน ( Salmon )

ใครชอบกินแซลมอน ( Salmon ) บอกเลยว่าแฮปปี้ค่า เพราะมันเต็มไปด้วย กรดไขมัน ( Fatty Acids ) โอเมก้า 3 ( Omega 3 ) ซึ่งเป็น ไขมันดี ( HDL ) ต่อร่างกาย และ ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เพื่อมาเผาผลาญ ไขมันชนิดเลว ( LDL ) อีกต่อหนึ่งค่ะ แต่อย่างไรก็กิน อย่างพอประมาณ นะคะ ไม่อย่างนั้นก็อ้วน ได้เหมือนกัน !

 

แอปเปิล ( Apple )

แอปเปิล ( Apple ) เป็นผลไม้ที่มีเส้นใย ละลายน้ำได้ ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาล ในเลือดคงที่ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ง่าย ทำให้ลดอาการโหย ทำให้เราอยากกินจุบจิบน้อยลง ที่สำคัญแอปเปิล ( Apple ) ยังแคลอรี่น้อยด้วยค่ะ จะกินเป็นมื้อดึก ก็สบายท้องแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

อยากเป็น นักมวย แบบถูกกฎหมาย ต้องทำอย่างไร?

อยากเป็น นักมวย แบบถูกกฎหมาย ต้องทำอย่างไร?

จากกระแสการแข่งขันโอลิมปิกที่มี นักมวยไทย เข้าแข่งขันกีฬามวยสากล จนได้รับเหรียญทองแดง หลายคนอาจจะมีความสนใจอยากเป็น นักมวย มืออาชีพ กันดูบ้าง ซึ่งการจะเป็นนักมวยที่ถูกกฎหมายได้ ต้องมีการลงทะเบียนเป็นนักมวยเสียก่อน

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ถือได้ว่าเป็นกีฬาสร้างชื่อของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะ นักมวยไทย หลายคนที่เข้าแข่งขันในต่างประเทศ รวมไปถึง การแข่งขันโอลิมปิก มีความสามารถอย่างมาก จนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่มาจากทั่วโลกได้ การได้รับชัยชนะเหล่านี้ของนักมวยไทยในต่างแดน จึงทำให้คนทั่วโลก เกิดความสนใจเกี่ยวกับ มวยไทย และรู้จักประเทศไทยขึ้นมาได้ มวยไทย จึงถือได้ว่าเป็น เอกลักษณ์ที่สำคัญของไทย

 

ในยุคปัจจุบัน บทบาทของ มวยไทย ได้ถูกนำมาใช้ในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ทำให้มีอาชีพ "นักมวย" เกิดขึ้น ผู้ที่ใฝ่ฝัน อยากเป็น นักมวย ทำเป็นอาชีพ เพื่อเลี้ยงตนเอง และครอบครัว ไม่ใช่แค่ต้องมีความสามารถในด้านมวยเท่านั้น แต่ต้องมี การลงทะเบียนให้ถูกต้อง ตามกฎหมายที่มีการระบุไว้ใน พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542

 

โดยใน พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 ได้นิยามคำว่า "นักมวย" หมายความว่า เป็นผู้ซึ่งเข้าแข่งขันกีฬามวย นักมวยที่จะเข้าแข่งขันได้นั้น จะต้องลงทะเบียนเป็น นักมวย เสียก่อน โดยนักมวย ที่ต้องการขอจดทะเบียน และขอมีบัตรประจำตัวนักมวย (บัตรนักมวย) จำเป็นต้องมีคุณสมบัติตามที่ พระราชบัญญัติกีฬามวย พ.ศ.2542 ได้มีการระบุไว้

 

คุณสมบัติที่สามารถขอลงทะเบียนเป็น นักมวย ได้

 

1. มีสัญชาติไทย

2. มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บริบูรณ์ หากนักมวยเป็นผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถจดทะเบียนได้หากได้รับความยิมยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรม

3. ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรคที่คณะกรรมการกีฬามวยกำหนด

4. ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสียหาย ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่วงการกีฬามวย

 

การขอจดทะเบียน และขอมีบัตรประจำตัวนักมวย

 

ผู้ประสงค์ ยื่นคำขอจดทะเบียน และขอมีบัตรประจำตัว นักมวย ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน และหัวหน้าค่ายมวย สามารถยื่นคำร้องขอได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ยื่นคำร้องขอทางออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ www.muaythai.world

 

2. สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย

ที่อยู่ : เลขที่ 286 ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพ 10240

เบอร์โทรศัพท์ 02-1867111 , โทรสาร 02-1867509

 

3. สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยประจำจังหวัดทั่วประเทศ

 

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ สำหรับการเป็นนักมวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ต้องมีค่ายมวย โดยนักมวยต้องสังกัดอยู่ในค่ายมวยค่ายมวยหนึ่งในการชกแต่ละครั้งเพียงค่ายเดียว และต้องปฏิบัติตามระเบียบของค่ายมวยที่ได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการโดยเคร่งครัด

 

เพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณได้เป็น “นักมวย” ตามกฎหมาย สามารถทำการแข่งขันมวยเป็นอาชีพได้ อย่างถูกต้อง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ท่าฝึกออกอาวุธ พื้นฐาน สำหรับ นักมวยมือใหม่

โค้ชมวย กับหน้าที่สำคัญต่อ นักมวย

รูปแบบ สังเวียนมวย ของ กีฬา มวยไทย

รูปแบบ สังเวียนมวย ของ กีฬา มวยไทย

มวยไทยนั้นได้รับความสนใจในทุกช่วงอายุ เด็ก วัยรุ่น และ ผู้ใหญ่ รวมถึงชาวต่างชาติ ที่ตั้งใจมาฝึก มวยไทย เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ ให้แข็งแรง ไม่ใช่เพื่อการต่อสู้ ซึ่งที่ซ้อมที่สำคัญนอกจาก ลานดิน ฝึกแล้วนั้นยังมี สังเวียนมวย อีกด้วย

 

ในสมัยก่อนนั้น ผู้คนจะฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) เพื่อใช้ป้องกันตัว และ นำไปใช้ใน สถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น การเข้าสู่ศึกสงคราม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน บ้านเมืองมีความสงบขึ้น มวยไทย ( Muay Thai ) ได้กลายมาเป็น กีฬาการต่อสู้ ที่ใช้อวัยวะแทบจะทุกส่วน ของร่างกายให้เป็นประโยชน์ จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ มวยไทย ( Muay Thai ) ได้กลายเป็นการฝึก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อออกกำลังกาย หรือ ใช้ลดน้ำหนัก อีกด้วย

 

หากกล่าวถึงรูปแบบ การจัดชก มวยไทย ( Muay Thai ) ก็ได้มีการปรับเปลี่ยน ไปตามยุคสมัยเช่นเดียวกัน ในสมัยก่อน สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) นั้นเป็นสนามจริง ๆ โดยเอาเชือกมากั้นพอเป็นบริเวณ แล้วชกกันบนพื้นดิน ใช้จอก หรือ กะลา เจาะรูลอยน้ำ เป็นมาตรากำหนดเวลา จมครั้งหนึ่งเรียกว่ายกหนึ่ง จนต่อมาเริ่มสร้างเวทีขึ้น โดยพื้นใช้ไม้กระดาน เสื่อเป็นแบบเสื่อกระจูดทับข้างบน มีการนับโดยจับเวลาเป็นนาที จนพัฒนามาเรื่อย ๆ กลายเป็น สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสนามกีฬา สำหรับใช้การแข่งขัน กีฬามวย ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) หรือ มวยสากล โดยส่วนมากแล้ว สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) มักจะเป็นสนามกีฬาในร่ม เว้นแต่สังเวียนมวยชั่วคราว ที่จะตั้งอยู่ข้างนอก ซึ่ง สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ที่จะใช้ทำการแข่งขัน จะมีมาตรฐานตามที่ AIBA ( สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ ) กำหนดไว้

 

ตามหลัก กติกาสากลแล้ว สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ที่ได้มาตรฐาน จะต้องมีลักษณะดังนี้

1. สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดเล็กด้านละ 20 ฟุต ขนาดใหญ่ด้านละ 24 ฟุต วัดจากข้างในเส้นเชือก และ พื้นเวทีสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 3 ฟุต แต่ห้ามเกิน 4 ฟุต

 

2. เชือกกั้น ต้องมีเชือก 4 เส้น และ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ของเชือกไม่ต่ำกว่า 1.5 นิ้ว โดยจะขึงติดกับเสาที่มุม สูงจากพื้นเวทีขึ้นไป 16, 32, 48 และ 60 นิ้ว ตามลำดับ ทั้งนี้ให้หุ้มเชือกด้วยวัสดุ ที่มีความอ่อนนุ่ม และ เรียบ ส่วนที่มุมเชือกด้านใน ต้องหุ้มด้วยวัสดุอย่างอ่อน และ เชือกในแต่ละด้าน ของ สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) จะต้องผูกยึดกัน ด้วยผ้าเหนียวสองชิ้น โดยมีขนาดกว้าง 1-1.5 นิ้ว และ มีระยะห่างที่เท่ากัน ซึ่งผ้าที่ผูกนั้น ต้องไม่ลื่นไปตามเชือก

 

3. พื้นเวที หรือ พื้นสนาม ต้องมีความปลอดภัย ได้ระดับ ไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ และ ต้องยื่นออกไปนอกเชือก อย่างน้อย 20 นิ้ว และ ต้องปูด้วยผ้าสักหลาด ยาง หรือวัสดุอื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยจะต้องมีลักษณะยืดหยุ่นได้ และ มีความหนาไม่น้อยกว่า 1.5 นิ้ว พร้อมปูทับด้วย ผ้าตึงคลุมพื้นเวทีทั้งหมด

 

4. มุม สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ต้องตั้งเสาที่มุมทั้งสี่มุม โดยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว และ สูงขึ้นไปจากเวที 60 นิ้ว พร้อมทั้งหุ้มนวมที่มุมภายในเชือก ให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย กับนักมวย และ มุมแดง จะอยู่ใกล้กับประธานกรรมการ ควบคุมการแข่งขัน หรือ ประธานคณะลูกขุน

 

5. บันได จะมี 3 บันได และ ต้องมีความกว้าง ไม่น้อยกว่า 3 ฟุต ไว้ที่มุมต้องข้ามของ สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) สองบันได เพื่อให้นักมวย และ พี่เลี้ยงขึ้นลง ส่วนอีกบันไดหนึ่งนั้นให้อยู่ที่ มุมตรงกลางสำหรับผู้ชี้ขาด และ แพทย์

 

6. ต้องมีกล่องพลาสติก ที่มุมกลางทั้งสองมุม นอก สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ให้ติดล่องพลาสติกมุมละกล่อง เพื่อให้ผู้ชี้ขาดทิ้งสำลี หรือ กระดาษบาง ๆ ที่ซับเลือดแล้ว

 

 

สังเวียนเพิ่มเติม อาจใช้สังเวียน 2 สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ในการแข่งขัน ที่มีนักกีฬามาก หรือ ชิงชนะนัดสำคัญ ๆ ได้

 

สำหรับสนามมวย ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ในประเทศไทย ได้แก่ สนามมวยราชดำเนิน หรือ สนามมวยเวทีลุมพินี เป็นต้น นี่เป็น สังเวียนมวย หรือ เวทีมวย ( Boxing Ring ) ที่ได้รับการยอมรับ ว่ามีมาตรฐาน และ สามารถใช้สำหรับ จัดการแข่งขัน ได้อย่างไม่มีปัญหา

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย อุปกรณ์ สำคัญ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai )

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

โค้ชมวย กับหน้าที่สำคัญต่อ นักมวย

โค้ชมวย กับหน้าที่สำคัญต่อ นักมวย

ในการแข่งขัน มวยไทย หลายคน อาจจะเคยเห็นบุคคลที่อยู่ข้างสังเวียนอย่าง โค้ชมวย บุคคลนี้ ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อ นักมวย

 

ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใด นักกีฬาย่อมมีผู้ฝึกสอนของศาสตร์กีฬานั้น ๆ เฉกเช่นการเรียนการสอนทั่วไป ที่ต้องมีครูกับศิษย์ ซึ่งผู้ฝึกสอนในทางกีฬาสามารถเลี้ยงได้หลายอย่าง เช่น ครู อาจารย์ โค้ช  ครูฝึก พี่เลี้ยง เป็นต้น

 

สำหรับมวยไทยก็เช่นกัน การที่นักมวยจะมีความรู้ ความสามารถได้ จะต้องได้รับการถ่ายทอดวิชาการต่อสู้และศาสตร์ต่าง ๆ ของมวยไทยมาจาก ครูมวย หรือ พี่เลี้ยง นั่นเอง โดยมวยไทยในสมัยก่อน มีการเรียกผู้ที่ฝึกสอนมวยไทยให้แก่ศิษย์ว่า "ครูมวย" และในสมัยปัจจุบันมีความหลากหลายในการเรียกมากขึ้น เช่น โค้ช หรือ พี่เลี้ยง แล้วแต่นักมวยจะเรียกกัน

 

หน้าที่ของ โค้ชมวย

 

ก่อนการแข่งขันมวยไทย โค้ชมวย จะมีหน้าที่ ฝึกสอนมวยให้แก่นักมวยที่ตนดูแล โค้ชมวย ที่ดีจะต้องสามารถวิเคราะห์นักมวยของตนเองได้ ว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไรบ้าง เพื่อชูจุดแข็งในการเอาชนะคู่ต่อสู้ และพัฒนาจุดอ่อนไม่ให้มีความบกพร่องได้ หากมีการแข่งขันมวยไทย โค้ชมวย จะต้องคอยวางแผนการชกให้กับนักมวยล่วงหน้า รวมถึงวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่ต่อสู้ล่วงหน้าอีกด้วย

 

เมื่อทำการแข่งขัน โค้ชมวย จะถูกเรียกว่า เป็น “พี่เลี้ยงนักมวย” จะมีเวลากับนักมวยเฉพาะเวลาพักยก หน้าที่ของพี่เลี้ยงนักมวย จะต้องเข้ามาดูแลจัดการความเรียบร้อยของนักมวย คอยนวดกล้ามเนื้อ ซับหน้า ซับเลือด ให้น้ำดื่ม พร้อมกับบอกแผนการชกยกต่อไปว่าควรมีการเล่นอย่างไร ใช้กลยุทธใดในการจัดการกับคู่ต่อสู้ รวมถึงต้องให้กำลังใจและเพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าก่อนนักมวยจะไปแข่งต่อ

 

ในการแข่งขันมวยไทย ผู้แข่งขันแต่ละคนให้มี พี่เลี้ยง ได้ 2 คน โดยพี่เลี้ยงจะต้องปฏิบัติตามกติกา  ดังต่อไปนี้

 

1. พี่เลี้ยงจะแนะนำ ช่วยเหลือหรือส่งเสริมผู้แข่งขันของตนในระหว่างการชกกำลังดำเนินอยู่ไม่ได้ ถ้าพี่เลี้ยงละเมิดกติกา อาจถูกตำหนิโทษ หรือให้ออกจากหน้าที่นักมวยของเขา อาจถูกผู้ชี้ขาดเตือน ตำหนิโทษ หรือให้ออกจากการแข่งขัน อันเนื่องมาจากการทำผิดของพี่เลี้ยง

 

2. พี่เลี้ยงจะยอมแพ้แทนผู้แข่งขันของตนเช่นโยนฟองน้ำหรือผ้าเช็ดตัวเข้าไปในสังเวียนไม่ได้

 3. ในระหว่างการชกพี่เลี้ยง จะต้องอยู่ในที่นั่งของตน ก่อนเริ่มการแข่งขันในแต่ละยกให้พี่เลี้ยงนำผ้าเช็ดตัวขวดน้ำ ฯลฯ ออกไปจากขอบสังเวียน

 

4. ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่มุมระหว่างพักยก พี่เลี้ยงต้องตรวจดูเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ของนักมวยของตนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย พร้อมแข่งขันก่อนสัญญาณของยกต่อไปจะดังขึ้น และถ้ามีเหตุที่นอกเหนือความสามารถพี่เลี้ยงจะต้องรีบแจ้งให้ผู้ชี้ขาดทราบทันที ถ้าพี่เลี้ยงละเมิดกติกาอาจถูกตำหนิโทษหรือให้ออกจากหน้าที่ นักมวยของเขาอาจถูกผู้ชี้ขาดเตือนหรือตำหนิโทษได้

 

5. การให้น้ำนักมวย พี่เลี้ยงจะต้องไม่ให้น้ำนักมวยของตน จนเปียกชุ่มและต้องไม่ทำให้พื้นเวทีเปียกลื่น จนอาจเป็นอันตรายกับคู่แข่งขัน

 

6. พี่เลี้ยงต้องสวมเสื้อแสดงสัญลักษณ์คณะนักมวยของตนให้สุภาพเรียบร้อย

 

7. ห้ามพี่เลี้ยงใช้วาจาไม่สุภาพ หรือทำร้ายนักมวยของตน ระหว่างการแข่งขัน และภายหลังการแข่งขัน

 

8. ถ้าเป็นการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งแชมป์เปี้ยน หรือป้องกันตำแหน่ง ให้มีพี่เลี้ยงได้ฝ่ายละ 3 คน แต่ในการพักระหว่างยก พี่เลี้ยงจะเข้าไปในสังเวียนได้เพียง 2 คนเท่านั้น

 

9. ในการแข่งขัน เพื่อชิงตำแหน่งแชมป์เปี้ยน หรือป้องกันตำแหน่งประธานผู้ตัดสินจะต้องจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ชี้ขาดผู้ตัดสิน ผู้จัดการ และพี่เลี้ยงนักมวย เพื่อเน้นให้ทุกคนทราบว่า การไม่ปฏิบัติตามกติกานี้อาจไม่เพียงถูกตัดคะแนนเท่านั้น แต่ยังอาจถูกตัดสินให้แพ้ หรือให้ออกจากการแข่งขัน

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ท่าฝึกออกอาวุธ พื้นฐาน สำหรับ นักมวยมือใหม่

นักมวยไทย ดังไกล ระดับโลก

ท่าฝึกออกอาวุธ พื้นฐาน สำหรับ นักมวยมือใหม่

ท่าฝึกออกอาวุธ พื้นฐาน สำหรับ นักมวยมือใหม่

นักมวยมือใหม่ ที่พึ่งสวมนวมมาลองชกมวยไทย ควรฝึกออกอาวุธให้ได้ในขั้นพื้นฐานให้เป็นเสียก่อนที่จะฝึกท่าแบบแม่ไม้มวยไทย และลูกไม้มวยไทย

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่โบราณ และนับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทยด้วย ในปัจจุบัน มวยไทย ก็ยังคงได้รับความนิยมทั้งในประเทศ และเป็นที่รู้จักของต่างประเทศ ทำให้มีหลายคนมีความสนใจต้องการเรียนมวยไทยได้

 

การต่อสู้ของมวยไทย มีการใช้อวัยวะ 4 อย่างในร่างกายในการออกอาวุธ เพื่อต่อสู้กับคู่ต่อสู้ ได้แก่ มือ (หมัด) เท้า (เตะ) เข่า และศอก ผู้ที่สนใจเรียนมวย หรือนักมวยมือใหม่ ควรฝึกท่าออกอาวุธในแต่ละอวัยวะขั้นพื้นฐานให้ได้ ดังนี้

 

มือ (หมัด)

  • หมัดตรง หมายถึง การชกหมัดออกไปตรง ๆ จากการตั้งท่าปล่อยหมัดออกไปยังเป้าหมาย โดยการคว่ำลงให้ขนานกับพื้น อาศัยแรงจากไหล่ สะโพก และเท้า

 

  • หมัดงัด หมายถึง เริ่มต้นจากท่าจรดมวยขวา แล้วย่อตัวลง เท้าแยกห่าง ย่อเข่าซ้ายลง พร้อมกับลดหมัดซ้ายลงและหงายหมัดขึ้น แล้วบิดลำตัวไปทางขวาของตนเอง พร้อมกับดึงกระตุกหมัดซ้ายขึ้นตรง

 

  • หมัยเสย หมายถึง ชกหมัดในระยะประตัว ทิศทางการเคลื่อนที่ จากล่างขึ้นบน

 

  • หมัดตวัด หมายถึง การชกหมัด โดยการงอและเกร็งข้อศอกไว้ให้หมัดออกไปเป็นวิถีโค้ง อาจคว่ำ หรือตั้งหมัดก็ได้

 

 ศอก

  • ศอกตี หมายถึง ศอกที่ตีในลักษณะแนวดิ่งลงสู่พื้น โดยการใช้แรงหมุนจากหัวไหล่กดเฉียงลง ใช้มือที่ตีนั้นเข้าหาลำตัว พร้อมกับใช้แรงส่งจากเท้า การพับข้อศอกตีเฉียงลงกระทบเป้าหมาย สามารถตีได้ทั้งซ้ายและขวา

 

  • ศอกตัด หมายถึง การพับข้อศอกขึ้นตีศอก ทิศทางขนานกับพื้น โดยใช้แรงเหวี่ยงของแรงกระตุกจากหัวไหล่อย่างรวดเร็ว ใช้แรงส่งมาจากสะโพกแล้วบิดตัวให้มาก จึงจะถึงเป้าหมายอย่างรุนแรง

 

  • ศอกงัด หมายถึง ศอกที่เราใช้ตีเสยขึ้น หรืองัดขึ้น เป้าหมายไปที่ปลายคาง คิ้ว หรือใบหน้า

 

  • ศอกกลับ หมายถึง การหมุนตัวตีศอกทางด้านหลัง ส่วนใหญ่มักตีศอกกลับในแนวดิ่ง และศอกกลับในแนวขนาน โดยสามารถเพิ่มความรุนแรงได้จากการหมุนตัวด้วยความเร็วให้สัมพันธ์กับการศอกกลับ

 

เข่า

  • เข่าตรง หมายถึง เข่าที่เคลื่อนที่จากจุดเริ่ม ไปกระทบเป้าหมายแนววิถีทางตรงดิ่ง

 

  • เข่าเฉียง หมายถึง การตีเข่า ขึ้นเฉียงทำมุมกับลำตัวคู่ต่อสู้ เป้าหมายบริเวณชายโครง

 

  • เข่าโค้ง หมายถึง เข่าที่ใช้จะต้องบิดสะโพกคว่ำลงให้ทิศทางของเข่าลอยโค้ง จากบนลงปะทะเป้าหมาย ให้ปลายเท้าเหยียดเป็นเส้นตรงกับขาและเข่า

 

  • เข่าลอย หมายถึง การตีเข่าขึ้นไปตรง ๆ โดยการกระโดดตัวลอยพันจากพื้น

 

เท้า (เตะ)

 

  • เตะตรง หมายถึง การเหวี่ยงเท้าขึ้นตรง ๆ เป็นท่อนเดียวกัน ปลายเท้างุ้ม และเอนตัวไปขั้นหลัง สามารถเตะได้อีกลักษณะ คือ ทำการยกเข่านำขึ้นมาก่อน แล้วจึงยกเท้าท่อนหลังขึ้นตาม ส่วนปลายเท้างุ้ม และเอนตัวไปขั้นหลังเช่นเดียวกัน

 

  • เตะตัด หมายถึง การเตะที่มีวิถีโค้งขึ้นเล็กน้อย แล้วตัดขนานกับไปกับพื้น สามารถแบ่งย่อยได้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับต่ำ ระดับกลาง และรำดับสูง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แตะไปโดยส่วนใดของเป้าหมาย

 

  • เตะเฉียง หมายถึง การใช้แรงเหวี่ยงของเท้าเหวี่ยงขึ้นไปในแนวเฉียงจากพื้นสู่เป้าหมาย บริเวณชายโครง ลำตัว หรือปลายคางผู้ต่อสู้

 

  • เตะตวัด หมายถึง การเตะเหวี่ยง แล้วตวัดเท้าให้ส้นเท้าปะทะเป้าหมาย

 

ท่าออกอาวุธเหล่านี้ในแต่ละส่วน เหมาะสำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มฝึกมวยไทย ที่จำเป็นต้องรู้จักท่าออกอาวุธพื้นฐานเหล่านี้เสียก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนมวยไทยและใช้เป็นท่าต่อยอดสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มือใหม่หัดชก มวยไทย ควรมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ?

การย่างสามขุม สเตปการเดิน 3 จุดของมวยไทย

มือใหม่หัดชก มวยไทย ควรมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ?

มือใหม่หัดชก มวยไทย ควรมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ?

ถ้าจะให้ผู้ถึงกีฬา ที่ได้ความนิยมอย่างมากในไทย และยังถือเป็นกีฬาประจำชาติไทย นั้นก็คือ มวยไทย ที่เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ใช้แค่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

 

            มวยไทย นั้นถือเป็นกีฬา ที่ได้รับความนิยม อย่างมากไม่ว่า ในประเทศไทยของเรา หรือต่างประเทศต่างก็พากันให้ความสนใจ เพราะด้วย ศิลปะการต่อสู้ที่สวยงาม บวกกับ วัฒนธรรมอันเป็นเอกลัก ทำให้ มวยไทย นั้นเป็นที่นิยม และเป็นที่ชื่นชอบอย่างมาก ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ญี่ปุ่น จีน รวมไปถึง บราซิล และแถมยังมี ค่ายมวย ที่เปิดอยู่ต่างประเทศอีกมากมาย นี้ยังไม่รวมงานแข่งขัน มวยไทย ที่จัดขึ้นในประเทศ เห็นไหมว่า มวยไทย นั้นได้รับความนิยมอย่างมาก และไม่ใช้ แค่วงการ กีฬา ที่ชื่อชอบ มวยไทย ยังรวมไปถึง วงการบันเทิง หรือ วงการเกม ที่ต่างพากันเอา มวยไทย ไปทำสื่อต่างๆ เช่น นำท่าทางการ ต่อสู้ของ มวยไทย ไปใส่ไว้ในเกม หรือ การนำเอาภาพยนตร์ ที่มีการต่อสู้ ในรูปแบบ มวยไทย นั้นจึงทำให้เห็นว่า มวยไทย นั้นเป็นที่นิยมมากมายขนาดไหน นั้นเอง

 

            สำหรับ หนุ่มๆ สาวๆ ท่านใด ที่กำลังสนใจและอย่างที่จะลองฝึก มวยไทย นั้นแต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ควรเริ่มตรงไหนก่อนดี วันนี้เราจะมาแนะนำ ข้อมูลที่ควรรู้ก่อนที่จะฝึก มวยไทย นั้นก็คือ อุปกรณ์ ที่ใช้สำหรับ ฝึกหรือ อุปกรณ์ ที่ใช้ใน มวยไทย ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละชิ้น สำคัญมากน้อยขนาดไหน ไปดูกัน

 

นวม ( Punching Mitts )

 

          แน่นอนว่า สิ่งแรกในการฝึกชก มวยไทย นั้นจะขาดไม่ได้เลยนั้นก็คือ นวม หรือ มีชื่อภาษาอังกฤษ ที่เรียกว่า Punching Mitts ที่จะเป็นอุปกรณ์ ที่สำคัญอย่างมากของ มวยไทย เพราะ นวม นั้นไม่ใช้แค่ใช้สำหรับ การฝึกเพียงอย่างเดียว ยังรวมไปถึงการใช้ในการแข่งขัน เพราะประโยชน์ของมัน นั้นสามารถ ไปช่วยป้องกันการ มือของเรา ได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้รับความบาดเจ็บที่น้อยลง นั้นเอง

 

กางเกงมวย ( Boxing shorts )

 

          การเกงมวย ก็คือว่าเป็น สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่า นวม เลยก็ว่าได้ เพราะ กางเกงมวย นั้นได้ถูกออกเบบมา ให้ผู้ใส่นั้นรู้สึกถึงความ โล่งสบาย ขยับร่างกายได้คล้องตัว เพราะกีฬา มวยไทย นั้นอาใส ความรวดเร็ว และความคล้องตัวเป็นหลักและ ที่สำคัญ กางเกงมวย ถือเป็น อุปกรณ์ ที่สามารถตัวแทนได้ เพราะส่วนใหญ่ คนมักจะปักชื่อ หรือ ฉายา ค่ายมวย ไว้ที่กางเกง นั้นเอง ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ดีของนักมวยเลยทีเดียว

 

ฟันยาง ( Rubber teeth )

 

สำหรับ ฟันยาง ถือว่าเป็นอุกกรณ์ ที่สำคัญอย่างมากเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการ ซ้อม หรือ การแข่งขัน เพราะ ฟันยาง มันสามารถไปช่วยป้องกัน ฟัน ของเราไม่ให้รับบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี และสำหรับ มือใหม่ ที่กำลังคิดอยู่ว่าจะซื้อแบบไหน ดีหรือ ควรซื้อแบบไหน เราขอแนะนำ ฟันยางแบบ boil and bite ซึ่งต้องต้มให้ร้อนก่อน และหลักจากนั้น ให้เรา กัด เพื่อให้พอดีกับช่องปากของเรา ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุด สำหรับฟันยางประเภทนี้ คือบางทีมันก็ไม่พอดี กับขนาดช่องปากตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักกีฬามืออาชีพเลือกใช้งานฟันยาง แบบสั่งทำเฉพาะ เพราะจะมีขนาด ที่พอดีกับช่องปากของเรา แต่ก็มาด้วยราคา ที่แพงขึ้นนั้นเอง สำหรับ หนุ่มๆ สาวๆ ท่านใดที่คิดอยู่ว่า จะลงทุนดีไหม เราก็มี สองทางเลือกให้ลองไปคิดกัน

 

แองเกิล ( Ankle )

 

          อุปกรณ์ชิ้นต่อไปที่เราอยากจะแนะนำ นั้นก็คือ แองเกิล คงจะไม่ค่อยมีใครรู้จักกันสักเท่าไร แต่ถ้าเห็นภาพ ต้องมีร้อง อ๋อ กันอย่างแน่นอน เพราะ รูปทรงมันจะคล้ายๆ กับถุงเท้า แต่มันจะเป็นถุงเท้า ที่เปิดส้นเท้า และนิ้วเท้าของเรา ข้อดีของมันก็คือ สามารถไปช่วยซัพพอร์ต ข้อเท้าของเราได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้รับการบาดเจ็บน้อยลง เพราะ นักมวย นั้นต้อง เคลี่อนไหว อยู่ตลอดเวลา ทำให้อาจเกิดการอักเสบ หรือ บาดเจ็บ ได้ นั้นทำให้ แองเกิล จึงมีประโยชน์ ต่อ นักมวย นั้นเอง

 

            และนี้ก็คือ อุปกรณ์ ในการฝึกหรือซ้อม มวยไทย ที่เราจะเอามาแนะนำ แต่ที่จริงแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เราควรเตรียมนั้นก็คือ น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) ถือว่าเป็น สิ่งสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะมันจะช่วยในเรื่องของการ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย สนับแข้ง ( Warrix ) ที่ก็จำเป็น ในการซ้อมเช่นกัน เพราะมันสามารถไปช่วยป้องกัน ส่วนหลังเท้า และหน้าแข้ง ของเราได้เป็นอย่างดี และ ผ้าพันมือ ( Cotton Hand Wrap ) ซึ่งการพันมือ นั้นจะช่วยปกป้อง กระดูกตรงบริเวณส่วนมือของเรา และยัง รวมไปถึงเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนโดยรอบ และ อีกทั้งยังทำให้นิ้ว และข้อมือ ไม่ขยับเขยื้อนไปใน ตำแหน่งที่อาจทำให้เกิด การบาดเจ็บ ได้นั้นเอง และที่สำคัญไปกว่า อุปกรณ์ก็คือ ใจมุ่งมั่น เพราะการฝึกมวยไทยนั้น ถือว่าเป็นการฝึกที่โหด พอตัว เพราะกว่านักมวย จะมาถึงจุดที่เรียนก ว่า นักมวย นั้นต้องผ่านการฝึก การซ้อม ที่ดุเดือน เอาการ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการ ฝึกก็คือ ใจต้องเกิน ร้อยนั้นเอง

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

ออกกำลังกาย ฉบับ มวยไทย

กระสอบทราย เพื่อนคู่ใจนักมวย

กระสอบทราย อุปกรณ์ สำคัญ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai )

กระสอบทราย อุปกรณ์ สำคัญ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai )

กระสอบทราย ( Sandbag ) เป็นอุปกรณ์ การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) ที่สำคัญอย่างหนึ่ง วัสดุภายนอก ทำด้วยผ้าใบ หรือ หนัง เพื่อป้องกัน อาการบาดเจ็บ จากการ เตะ ต่อย เรียกได้ว่าเป็น เพื่อนคู่ใจ คู่หูนักชก เลยก็ว่าได้

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คืออะไร ?

กระสอบทราย ( Sandbag ) คือ อุปกรณ์การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) ที่สามารถทำได้ทั้ง ต่อย เตะ และ การฝึกท่าต่าง ๆ ของ มวยไทย ( Muay Thai ) และ มวยสากล ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อ และ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงช่วยพัฒนา ความสามารถ ทั้งด้านการ เตะ ต่อย ให้แก่นักมวย ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง กระสอบทราย ( Sandbag ) ก็มีด้วยกัน 2 รูปแบบ ดังนี้

 

 

1 กระสอบทรายแขวน ( Hanging sandbags )

เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน มีราคาถูก แต่ปัญหาส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของการติดตั้ง ซึ่งมีความยุ่งยากมากกว่า ในการติดตั้ง กระสอบทรายแขวน ( Hanging sandbags ) จะต้องทำการติดตั้งอย่างน้อย 3 เมตร ทำให้การติดตั้ง ในพื้นที่ที่มีเพดานไม่สูง ไม่สามารถที่จะทำได้ และ ก่อนที่จะติดตั้ง กระสอบทรายแขวน ( Hanging sandbags ) จะต้องยัดทราย หรือ เศษผ้า ใส่ในตัวกระสอบก่อน หากเลือกเป็นทรายที่ยัด จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนัก และ ตะขอที่จะใช้แขวน เพิ่มเข้ามาอีก เพราะต้องคำนึงถึง ความแข็งแรง ความมั่นคง ที่สามารถรับน้ำหนักได้

 

 

2 กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag )

เริ่มมีความนิยมมากขึ้น ในปัจจุบัน เนื่องจากมีขั้นตอน ในการติดตั้งง่าย ประหยัดเวลา ไม่ต้องยัดของใส่กระสอบ เนื่องจาก กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) ส่วนใหญ่จะทำการบุฟองน้ำ และ หุ้ม มาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำวางในพื้นที่ ที่ต้องการใช้ซ้อมได้เลย แต่ควรเผื่อพื้นที่ ไว้เล็กน้อยด้านละ 2 เมตร เพราะ กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร และ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

 

 

 

ถ้าหากเพื่อน ๆ อยากมี กระสอบทราย ( Sandbag ) สักอันไว้ฝึกซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) หรือ ออกกำลังกาย ขอแนะนำ กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) น่าจะเหมาะสม สำหรับยุคปัจจุบัน เพราะเคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งง่าย ไม่สร้างความเสียหายแก่ตัวบ้าน ช่วยป้องกันการบาดเจ็บ จากการฝึกสอบ เพราะ กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) จะไม่แข็งจนเกินไป มีการซับแรงในการ เตะ ต่อย แรง ๆ ด้วยคอสปริง ทำให้ลดอาการบาดเจ็บได้ ช่วยสร้างบรรยากาศ ในการฝึกซ้อม ทำให้รู้สึก เหมือนมีคู่ต่อสู้จริง เป็นการกระตุ้น ให้อยากออกกำลังกาย มากยิ่งขึ้น

 

 

ถ้าเลือก กระสอบทราย ( Sandbag ) กันได้แล้ว มาดูกันดีกว่าว่า กระสอบทราย ( Sandbag )  ให้ประโยชน์อะไร กับคุณได้บ้าง ?

กระสอบทราย ( Sandbag ) ช่วยระบายความโกรธ ระบายความเครียด ใครเจอภาวะเครียด จากการทำงาน หรือ กำลังโกรธใครมาไม่รู้จะระบายยังไง ขอแนะนำให้กลับบ้าน มาสวมนวม ชก เตะ ถีบ กระสอบทราย ( Sandbag ) เพื่อระบายอารมณ์ เมื่อคุณได้ปลดปล่อยพลัง ออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ความเครียด ความโกรธ ทั้งหลายก็จะเบาลง

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) ช่วยเรียกได้เหงื่อ ได้กล้ามเนื้อ ได้ร่างกายแข็งแรง การชก เตะ ถีบ กระสอบทราย ( Sandbag ) เป็นการ ออกกำลังกาย อย่างหนึ่ง การได้ออกแรง ใช้พละกำลัง ทำให้ได้เหงื่อ ได้ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ไขมันรอบเอว ต้นขา ต้นแขน ก็จะหายไปด้วยจาก การออกกำลังกาย ยิ่งหากใช้เวลาอยู่กับมันสัก 1 ชั่วโมง จะเผาพลาญได้ประมาณ 800 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว นอกจากร่างกาย จะแข็งแรงแล้ว การได้ชก เตะ ถีบ กระสอบทราย ยังเป็นการฝึก สมาธิอีกด้วย เพราะเราจะต้องมีจิตใจ จดจ่ออยู่ที่ กระสอบทราย ( Sandbag )

 

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ กระสอบทราย ( Sandbag )  มีดีกว่าที่คิดใช่ไหมละ ไม่ว่าจะ กระสอบทรายแขวน ( Hanging sandbags ) หรือ กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยในการฝึกซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) และเป็นการ ออกกำลังกาย ที่น่าลอง ถ้าพื้นที่ยังว่าง ลองหาซื้อสักอัน จะได้ออกแรง สร้างกล้ามเนื้อกันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

 

นักมวยไทย ดังไกล ระดับโลก

นักมวยไทย ดังไกล ระดับโลก

นักมวยไทย ดังไกล ระดับโลก

คนไทยเรา สามารถดังไกลระดับโลกได้มากมาย หลายคน ซึ่งวันนี้เราจะพามารู้จักส่วนหนึ่งของ นักมวยไทย ดังไกล ระดับโลก มาให้ผู้ที่สนใจรู้จัก จะมีใครบ้างนั้นมาดูกัน ว่ามีคนที่คุณรู้จักอยู่ในนี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งที่เรานำมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

 

สุดสาคร ส.กลิ่นมี

สุดสาคร ส.กลิ่นมี ชื่อเดิมคือ สม กลิ่นมี เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2529 ที่เมืองพัทยา สุดสาครถือว่าเป็น นักมวย ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งมีส่วนสูงถึง 180 เซนติเมตร น้ำหนัก 71 กิโลกรัม เป็นรุ่นไลท์เวท , เวลเตอร์เวท สังกัดที่ค่ายส.กลิ่นมี โดยมีผู้ฝึกสอนคือ พัทยา ส.กลิ่นมี ฟีลิปโป ชินตี(อิตาลี)

สุดสาคร ส.กลิ่นมี ถือว่าเป็น นักมวยไทย ที่มีชื่อเสียง ระดับโลก อีกรายหนึ่ง จากสไตล์การชกของเขา ที่มีลีลาพริ้ว และดุดันทำให้เป็นที่ชื่นชอบของแฟน มวยไทย และต่างชาติเป็นอย่างมาก สุดสาคร เริ่มฝึกหัด มวยไทย ตั้งแต่อายุตอน 6 ขวบ มีพ่อยักษ์เป็นโค้ชคนแรก

สุดสาคร ส.กลิ่นมี ได้แชมป์มากมาย อาทิเช่น แชมป์มวยไทย 7 สี , ราชดำเนิน , อ้อมน้อย และ ลุมพินี มีเขามีชื่อเสียงจนหา คู่ชก ได้ยากในรุ่นเดียวกัน เลยทำให้ผู้ใหญ่ดึงเข้ามาร่วมการแข่งขันในรายการไทยไฟท์ และก็เป็นรายการมวยไทยที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพราะมีการถ่ายทอดสดไปเกือบทั่วโลก ซึ่งรายการนี้จะเน้นเอานักชกชาวต่างชาติเก่งๆ มาปะทะฝีมือกับนักมวยชาวไทยทั้งนั้น

 

ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์

ยอดแสนไกล แฟร์เท็กซ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1985 เป็น นักมวยไทย อีกคนหนึ่งที่ดัง ระดับโลก และเป็นอดีต แชมป์โลก มวยไทย ซูเปอร์เวลเตอร์เวท ของมวยไทยสภามวยโลก ด้วยน้ำหนัก 154 ปอนด์ และอดีตแชมป์สนามมวยเวทีลุมพินี 3 สมัยในรุ่นฟลายเวท (112 ปอนด์) และเวลเตอร์เวท (147 ปอนด์) สังกัดที่ค่ายแฟร์เท็กซ์ยิม ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ยอดแสนไกลมีฉายาว่า มวยคอมพิวเตอร์ จากสื่อมวลชนของไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงเทคนิคการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบ

 

สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง

สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง หรือ อนุลักษณ์ จันทร์สุข เป็นชาวบุรีรัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2534 มีฉายาที่แฟนคลับเรียกว่า The Killer Kid แปลเป็นไทยว่า เจ้าหนูนักฆ่า เป็นนักมวยที่มีบ้านเกิดอยู่จังหวัดเดียวกันกับ บัวขาว บัญชาเมฆ และกับอีก นักมวย ชื่อดังหลาย ๆคน เริ่มฝึกหัดต่อยมวยมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ซึ่งเขาถือว่าโชคดีมากเพราะได้พ่อผู้เป็นอดีตนักมวยอาชีพ สมาน เมืองรอง มาเป็นผู้ฝึกสอนให้ หลังจากการกำศึกฝึกปรือวิชา มวยไทย จนช่ำชองแล้ว จากการต่อยเก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ระแวกบ้านเกิด และถิ่นใกล้เคียง ในตอนนั้นเขามีค่าตัวเพียง 150 ต่อไฟท์ ไม่นานนักเขาก็ได้เข้าสู่เวทีใหญ่ คือ สังเวียน นักมวย อาชีพอย่างแท้จริง

 

แสนชัย ส คิงสตาร์

แสนชัย ส คิงสตาร์ หรือ ศุภชัย แสนพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2523 เป็นชาวมหาสารคาม มีความชื่นชอบกีฬาชก มวย มาตั้งแต่เด็ก เคยเป็น นักมวยไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในยุคนี้ เมื่อเทียบปอนด์ต่อปอนด์ สถิติการชกมวยสากล 5 ครั้ง ชนะ 5 (น็อค 2) แสนชัยเป็น นักมวยไทย ที่มีชื่อเสียงซึ่งเคยชก มวยสากล มีสไตล์การชกที่ สนุก ดุ ดัน จนต่างชาติเชีย และชื่นชอบในตัวเขา

 

บัวขาว บัญชาเมฆ

บัวขาว บัญชาเมฆ ( Buakaw Banchamek ) หรือ ร้อยตรี สมบัติ บัญชาเมฆ เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2525 เป็นชาวสุรินทร์ ก่อนเคยใช้ชื่อว่า บัวขาว ป.ประมุข ถือเป็นอีกคนที่เป็น นักมวย ระดับโลก เป็นอดีตแชมป์สนามอ้อมน้อย 2 สมัย ลุมพินิสเตเดียม โตโยต้า มาราธอนแชมป์ และแชมป์เปี้ยนไทยรุ่นเฟเธอร์เวท รวมไปถึงแชมป์ K-1 World Max 2 สมัย ปัจจุบันนี้ได้เป็น นักมวยไทย ติดอันดับ 10 ในรุ่นไลท์เวทที่ถูกจัดอันดับโดย Combat Press

 

เกียรติประวัติ

- ชนะอันดับที่ 1 : K-1 World MAX champion 2004

- ชนะอันดับที่ 1 : K-1 World MAX champion 2006

- ชนะอันดับที่ 1 : Shoot Boxing S-Cup World champion 2553

- ชนะอันดับที่ 1 : WMC World champion 2549 , 2552 , 2554 , 2557

- ชนะอันดับที่ 1 : WBC Muaythai Diamond World Championship ปี 2557

 

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เรื่องจริงไม่จ้อจี้ มวยไทย ช่วยลดน้ำหนักได้

แม่ไม้ มวยไทย ต้องคู่กับ ลูกไม้ มวยไทย

 

เรื่องจริงไม่จ้อจี้ มวยไทย ช่วยลดน้ำหนักได้

เรื่องจริงไม่จ้อจี้ มวยไทย ช่วยลดน้ำหนักได้

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังมีความสนใจในกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ที่เป็นเหมือนดั่งศิลปะการต่อสู้พื้นฐานที่น่าภูมิใจของไทย คุณไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน เพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถช่วยลดน้ำหนักได้

 

     ในยุคนี้ คุณอาจจะเคยเห็นคุณผู้หญิง หรือเหล่าดารา ผู้หญิงสวย ๆ ทั้งหลาย เริ่มหันมาออกกำลังกายด้วย กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) กันอย่างเนืองแน่น เพราะพวกเธอเล็งเห็นแล้วว่า กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ไม่ได้มีดีแค่ สามารถสร้างหุ่นสวยให้ดีเป๊ะได้เพียงเท่านั้น กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ยังสามารถสร้างให้พวกเขา มีศิลปะการต่อสู้ เอาไว้ใช้ป้องกันตัวได้อีกด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) จึงเปรียบเสมือนดั่งศิลปะที่น่าภาคภูมิใจของประเทศไทยที่เราทุกคนควรตระหนัก และฝึกเอาไว้สืบทอดกันต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นได้

 

          สร้างหุ่นดีให้สวยเป๊ะ ได้ด้วย มวยไทย ( Muay Thai )

     สร้างหุ่นดีให้สวยเป๊ะ ได้ด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) คุณสามารถสร้างได้ไม่ยาก หากคุณมีที่ ๆ ฝึกซ้อมชั้นดี ที่สามารถให้คุณ ปล่อยพลัง มวยไทย ( Muay Thai ) ได้อย่างเต็มที่ และสถานที่ฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) พร้อมครูมวยที่มีประสบการณ์ สามารถสอนคุณให้คุณเป็นได้ไวที่สุด เราขอแนะนำให้คุณมาที่ เจริญทองมวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) ยิมฝึก กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ดีที่สุด ณ เวลานี้ เพราะไม่เพียงมีแต่คนไทยที่เข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ มวยไทย ( Muay Thai ) ยังมี ชาวต่างชาติ เข้ามาฝึกซ้อมอยู่สม่ำเสมอ อย่างไม่ขาดสาย เรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) บ้านเราเสียจริงเชียว

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ทำให้คุณ ออกกำลังได้เต็มทุกสัดส่วน กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่สามารถทำให้คุณออกกำลังได้เต็มทุกสัดส่วนของร่างกาย นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแกร่ง ยังดีต่อทุก ๆ ระบบการไหลเวียนเลือดในกระแสโลหิต อีกทั้งการชกมวยยังสามารถช่วยเพิ่มให้คุณมีทักษะในการทรงตัว และสามารถโต้ตอบได้ทุก ๆ ปฏิกิริยา และความคล่องแคล้ว กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) จะเป็นกีฬาที่สามารถทำให้คุณมีไหวพริบที่ดีขึ้น เพิ่มกล้ามเนื้อให้คุณได้อย่างเต็มที่ทุกสัดส่วน นับว่าเป็นตัวช่วยชั้นดีที่สามารถทำให้คุณลดน้ำหนัก หรือจะเป็นการเบิร์นไขมันก็ได้ทั้งนั้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ เพียงแค่คุณฝึกชก ครั้งล่ะ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ใน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หุ่นคุณก็จะเฟิร์มขึ้น จนสามารถรู้สึกได้แน่ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงได้นั่นเอง

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ช่วยทำให้หน้าท้องแบนราบได้ง่าย ๆ หากคุณคิดอยากจะมี ซิกซ์แพค ( Six Pack ) คุณสามารถทำได้ หากคุณได้ลองมาเล่น กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่คุณจะสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ทุกส่วนของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ช่วงหน้าท้องให้คุณลองซิทอัพ ( SIT UP ) เสร็จแล้ว มาต่อด้วยการชกมวยดูสิ คุณจะสามารถใช้กล้ามเนื้อแกนกลางได้อย่างคุ้มค่าแน่นอน เพราะนั่นจำเป็นต้องมีการบิดสะโพกที่แรงมาก เพื่อเป็นการส่งหมัดออกไปในแต่ล่ะครั้ง ทุกครั้งที่เราส่งหมัดออกไปจะมีการเผาผลาญพลังงานเกิดขึ้น แล้วเมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรงขึ้น และมีการเผาผลาญไขมันกล้ามหน้าท้องอันแบนราบก็จะมาหาได้ในไม่ช้า นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ผู้หญิงมักมาออกกำลังกายด้วยกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) กันนั่นเอง

     ชกมวย แบบ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้แคลอรี่เยอะ ตัวเลขมักเป็นเรื่องสำคัญกับผู้หญิง เรารับประกันได้เลยว่า มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่มีการเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการออกกำลังกายเกือบทุกชนิด แม้กระทั่ง โยคะ, พิลาทิส สิ่งที่แตกต่างอย่างสำคัญอีกข้อคือ การที่ออกกำลังกายด้วย มวยไทย ( Muay Thai ) จะได้ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อม ๆ กัน การเตะหนึ่งครั้งจะได้ทั้งกล้ามเนื้อไหล่ กล้ามท้องด้านข้าง ไปจนถึง กล้ามเนื้อขา เรียกว่าได้ทั้งตัว ถือเป็นวิธีที่เหมาะสมในการ ลดน้ำหนัก ได้ถึง 2,000 แคลอรี่ เลยทีเดียว

 

     กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) จึงนับว่าเป็นกีฬาที่สามารถช่วยให้คุณสามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ทุก สัดส่วน หากคุณกำลังต้องการการออกกำลังกายที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถช่วยคุณได้

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

แม่ไม้ มวยไทย ต้องคู่กับ ลูกไม้ มวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะป้องกันตัวชั้นเลิศ

แม่ไม้ มวยไทย ต้องคู่กับ ลูกไม้ มวยไทย

แม่ไม้ มวยไทย ต้องคู่กับ ลูกไม้ มวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ที่ไม่เหมือนชาติใด ส่วนใหญ่เราก็คงเคยได้ยินเฉพาะแม่ไม้ มวยไทย แต่รู้ไหมว่า ลูกไม้ มวยไทย ก็มีด้วยเช่นกัน มาทำความรู้จักกันเลย

 

     มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นสามารถใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายเป็นอาวุธได้หมด เช่น การออกอาวุธยาว หมายถึง การใช้เท้าเตะ รองจากการออกอาวุธยาว คือ การออกอาวุธเข่า และศอก การออกที่ใช้อวัยวะหมัด ศอก เท้า เข่า และศีรษะได้อย่างครบทุกส่วนแล้ว เมื่อเข้าประชิดตัวต้องสามารถกอดรัด ปล้ำ หัก จับ ทุ่ม โขก คู่ต่อสู้ได้ทั้งรุก และรับอย่างชำนาญ การฝึกหัด มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นต้องใช้ความพยายาม และอดทนต่อความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น การฝึกต้องใช้เวลานานอาจจะเริ่มตั้งแต่เด็กที่มีอายุประมาณ 9-10 ปี ต้องเรียนรู้จริยธรรมคุณธรรมสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองไม่ให้โมโห หรือโกรธได้อย่างง่าย ๆ เพราะเป็นช่องทางที่จะทำให้เสียเปรียบคู่ต่อสู้ได้ง่ายเกิดจากความขาดสติยับยั้ง และความสุขุมรอบคอบไม่สามารถใช้ความคิดของตนเองให้เกิดไหวพริบได้

 

          ลักษณะลีลาของ มวยไทย ( Muay Thai )

1. มวยหลัก หรือ มวยแข็ง

     หมายถึง มีวิธีการต่อสู่อย่างรัดกุม สุขุมรอบคอบ ทั้งท่าคุมมวย และจดมวยให้มั่นคง กาเคลื่อนตัวควรก้าวอย่างเต็มไปด้วยความระมัดระวังอาจจะทำให้ดูเหมือนเชื่องช้า แต่ลักษณะประเภทนี้จะถูกสอนให้ตั้งรับ และรอจังหวะสุขุมเยือกเย็น มีลำหักลำโค่นดีใช้ศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) ได้หนักหน่วง รุนแรง และแม่นยำ ลีลาของ มวยไทย ( Muay Thai ) ลักษณะนี้เหมาะกับคนรูปร่างใหญ่ และใจเย็นฝึกฝนมวยหลัก

2.มวยเกี้ยว หรือ มวยอ่อน

     หมายถึง มีวิธีการต่อสู้ที่ใช้ชั้นเชิงแพรวพราว การเข้าทำคู่ต่อสู้ จะไม่หยุดนิ่ง เคลื่อนตัวไปมา ทั้งซ้าย และขวาสลับกันจึงทำให้คู่ต่อสู้จับทางมวยยาก มวยเกี้ยวจะมีลีลาท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไว หลบหลีก หลอกล่อ และมีสายตาที่ดี การฝึกนั้นถึงขั้นต้องเยื้องย่างในน้ำ ตีน้ำให้กระเซ็น ห้ามหลับตา แรงต้านของน้ำจะช่วยให้เมื่ออยู่บนบกจะสามารถรุกรับ ออกอาวุธได้อย่างรวดเร็วทั้งเท้า เข่า หมัด และศอก ลีลาของมวยไทย ( Muay Thai ) ลักษณะนี้เหาะสำหรับคนที่มีรูปร่างเล็ก ผอมเพรียว จะสามารถฝึกหัดมวยเกี้ยวได้ดี

     มวยหลัก และมวยเกี้ยวต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว คือ มวยหลักนั้นจะมีความรุนแรงในการใช้ ศอก เขา เท้า ส่วนมวยเกี้ยวนั้นจะใช้ศอก เข่า เท้า ได้อย่างรวดเร็ว และฉับไวกว่า และไม่รุนแรงเท่ามวยหลัก แต่มวยหลัก และมวยเกี้ยวนั้นต่างขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะตัวบุคคลสำหรับผู้ที่มีรูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไปก็สามารถฝึกฝนผสมผสานกันระหว่างมวยหลัก และมวยเกี้ยวได้ คือ มีทั้งความรุนแรงในการใช้ศอก เข่า เท้า และความคล่องแคล่วว่องไว การฝึกฝนที่ดีควรจะเป็นทั้งมวยหลัก และมวยเกี้ยว คือ ตีทั้งวงนอก และวงใน ถนัดทั้งรุก และรับ เพราะฉะนั้นการฝึกแม่ไม้ และลูกไม้ควรฝึกฝนหลายรูปแบบ ซึ่งจะใช้เวลานาน และต้องมีความอดทนฝึกฝนตลอดปีติดต่อกันเป็นขั้นตอนมีระบบ และระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน

 

          แม่ไม้ มวยไทย กับลูกไม้ มวยไทย

     แม่ไม้ มวยไทย กับลูกไม้ มวยไทย คือ กระบวนท่าศิลปะป้องกันตัวทั้งรุก และรับที่มีท่าทางที่สวยงาม และน่าเกรงขามเป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ที่บรรพบุรุษของคนไทยได้คิดสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด ซึ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นพันปี และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สั่งสมสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แม่ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่สำคัญในการฝึกอันเป็นพื้นฐานของการใช้ไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ซึ่งผู้ฝึกจะต้องเรียนรู้ และปฏิบัติให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะมาฝึกลูก มวยไทย ( Muay Thai ) ถือว่าทั้งแม่ไม้กับลูกไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นเป็นการฝึกอย่างละเอียด

1. แม่ไม้มวยไทย ( Muay Thai )

     ประกอบไปด้วย 15 ท่า ดังนี้

- สลับฟันปลา

- ปักษาแหวกรัง

- ชวาซัดหอก

- อิเหนาแทงกริช

- ยอเขาพระสุเมรุ

- ตาเถรคาฝัก

- มอญยันหลัก

- ปักลูกทอย 

- จระเข้ฟาดหาง

- หักงวงไอยรา

- ปิดหางนาคา

- วิรุฬหกกลับ

- ดับชวาลา

- ขุนยักษ์จับลิง

- หักคอเอราวัณ 

 

2. ลูกไม้มวยไทย ( Muay Thai )

     ประกอบไปด้วย 15 ท่า ดังนี้

- เอราวัณเสยงา

- บาทาลูบพักตร์

- ขุนยักษ์พานาง

- พระรามน้าวศร

- ไกรสรข้ามห้วย

- กวางเหลียวหลัง

- หิรัญม้วนแผ่นดิน

- นาคามุดบาดาล

- หนุมานถวายแหวน

- ยวนทอดแห

- ทะแยค้ำเสา

- หงส์ปีกหัก

- สักพวงมาลัย

- เถรกวาดลาน

- ฝานลูกบวบ

 

     แม่ไม้ มวยไทย กับลูกไม้ มวยไทย เป็นการผสมผสานการใช้อาวุธ หมัด เท้า เข่า ศอก เพื่อการรุก หรือรับในการต่อสู่ของ มวยไทย ( Muay Thai )และถ้านำไปผสมผสานกับมวยหลัก และมวยเกี้ยวก็จะยิ่งทำให้พลิกแพลงไปใช้กับคู่ต่อสู้ได้มากมาย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะป้องกันตัวชั้นเลิศ

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะป้องกันตัวชั้นเลิศ

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะป้องกันตัวชั้นเลิศ

มวยไทย ( Muay Thai ) ถือเป็นศิลปะป้องกันตัวที่มีมาอย่างยาวนาน ท่าต่าง ๆ ของ มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถนำมาปรับใช้ในยามฉุกเฉิน เพื่อปกป้องตัวเองจากอันตรายได้ มาดูท่าป้องกันตัวกันค่ะ

 

1. สลับฟันปลา

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกัน และหลบหลีกอาวุธของคู่ต่อสู้ โดยใช้หมัดซ้ายทิ่มเข้าหน้าฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามจะเบี่ยงตัวมาทางขวาด้วยการก้าวเท้าซ้ายถอยหลัง หรือสืบเท้าขวาไปข้างหน้า แล้วใช้ฝ่ามือขวาผลักแขนของฝ่ายตรงข้ามออกไปทางซ้าย ถ้าเราใช้หมัดขวาการป้องกัน และตอบโต้ก็ท่าทำนองเดียวกัน แต่เป็นลักษณะตรงกันข้าม คือ เบี่ยงตัวมาทางซ้าย แล้วใช้ฝ่ามือซ้ายตบผลักแขนของฝ่ายตรงข้ามออกไปทางขวา การยักย้ายถ่ายเทดังกล่าวของทั้งสองท่า มีอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย และแขนในลักษณะสลับฟันปลา เป็นการป้องกัน ก่อนที่จะหาโอกาสตอบโต้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

 

2. ปักษาแหวกรัง

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกัน และตอบโต้ เมื่อคู่ต่อสู้เข้าปล้ำ และกอดรัด เราจะเคลื่อนตัวเข้าหาฝ่ายตรงข้าม และใช้แขนทั้งสองจะเข้ากอดรัด ฝ่ายตรงข้ามยกแขนทั้งสองสอดเข้ากลาง ระหว่างแขนของเรา ใช้แขนท่อนล่างทั้งสองแขนกันไว้ ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามโอบแขนเข้ามาได้ เป็นการป้องกัน พร้อมกันนั้นก็ใช้เข่า จะเป็นเข่าใดก็ได้ตามจังหวะการเคลื่อนไหวขณะนั้น ยัดหรือแทงเข่าเข้าไปที่ลำตัวของคู่ต่อสู้ เป็นการตอบโต้

 

3. ชวาซัดหอก

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันหมัดคู่ต่อสู้ และตอบโต้ด้วยศอก โดยเราใช้หมัดขวาทิ่มเข้าตรงหน้าฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามจะก้มตัวหลบทางขวา พร้อมกันนั้นก็ใช้ฝ่ามือขวากันแขนขวาของฝ่ายขาวออกไปทางซ้าย เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็สืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า พร้อมกับใช้ศอกซ้าย เหวี่ยงหรือกระทุ้งเข้าที่กลางลำตัวของเราเป็นการตอบโต้

 

4. อิเหนาแทงกริช

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันหมัดคู่ต่อสู้ และตอบโต้ด้วยเข่า โดยที่เราใช้หมัดขวาทิ่มเข้าตรงหน้าฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามใช้ฝ่ามือขวากันแขนของเราออกไปทางซ้าย เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้เข่าซ้าย แทงเข้าที่กลางลำตัวของเราเป็นการตอบโต้

 

5. ยกเขาพระสุเมรุ

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันคู่ต่อสู้เหวี่ยงแข้ง และตอบโต้ด้วยการจับทุ่ม ฝ่ายตรงข้ามจะใช้ขาขวาเหวี่ยงแข้งสูงเข้าบริเวณลำคอด้านซ้ายของเรา จากนั้นเราก็หลบลำตัวต่ำ พร้อมทั้งสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า แล้วใช้ฝ่ามือขวากันขาขวาฝ่ายตรงข้ามไว้ เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันเราก็ใช้มือซ้ายโอบขาขวาฝั่งตรงข้ามไว้ยกขึ้นใส่บ่า แล้วยกขาขวาเราขึ้นสูงพร้อมกับดันไปข้างหน้า ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหลักล้มลงได้ เป็นการตอบโต้

 

6. ตาเถรค้ำฟัก

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันหมัดคู่ต่อสู้ และตอบโต้ด้วยการกระทุ้งหมัดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามจะใช้หมัดซ้ายทิ่มเข้าตรงหน้าเรา เราก็ใช้ฝ่ามือขวากันแขนขวาเราไปทางซ้าย เป็นการป้องกันตัว ในขณะเดียวกันก็ใช้หมัดซ้ายกระแทกเสยเข้าบริเวณปลายคางของฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้

 

7. มอญยันหลัก

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันคู่ต่อสู้จู่โจม ด้วยการยกเท้ายันไว้ ฝ่ายตรงข้ามใช้หมัดขวาทิ่มเข้าตรงหน้าเรา เราใช้แขนซ้ายท่อนล่างยกขึ้นกันหมัดฝ่ายตรงข้ามให้เบนออกไปทางขวา เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้เท้าซ้ายถีบยันไปยังส่วนกลางของลำตัวฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้

 

8. ปักลูกทอย

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกัน การเหวี่ยงแข้งของคู่ต่อสู้ ฝ่ายตรงข้ามใช้แข้งซ้ายเหวี่ยงเข้าที่ลำตัวด้านซ้ายของเรา จากนั้นเราใช้ศอกทั้งคู่ปักลงบนขาซ้ายของฝ่ายตรงข้ามเป็นการป้องกัน และตอบโต้พร้อมกันไปในตัว

 

9. จระเข้ฟาดหาง

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ตอบโต้ปรปักษ์ด้วยการเหวี่ยงแข้ง โดยเราหมุนตัวกลับหลังไปทางขวาด้วยขาซ้าย โน้มตัวลงต่ำ แล้วใช้ขาขวาเหวี่ยงสูงเข้าใส่บริเวณก้านคอของฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้ ก่อนที่จะกระทำต่อเรา

 

10. หักงวงไอยรา

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันการเหวี่ยงแข้งของคู่ต่อสู้ด้วยการจับขากด ฝ่ายตรงข้ามเหวี่ยงแข้งด้วยขาขวา แล้วเราก็ใช้แขนซ้ายกัน แล้วจับขาขวาฝ่ายตรงข้ามไว้ เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้ท่อนแขนขวาส่วนล่าง กดลงไปบริเวณเข่าของฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้

 

11. บิดหางนาคา

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันการถีบของคู่ต่อสู้ และตอบโต้ด้วยการจับเท้าบิด ฝ่ายตรงข้ามใช้เท้าซ้ายถีบไปบริเวณกลางลำตัวของเรา จากนั้นเราใช้มือทั้งสองจับเท้าของฝ่ายตรงข้ามไว้ เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้มือทั้งสองบิดเท้าของฝ่ายตรงข้ามไปทางซ้าย เป็นการตอบโต้

 

12. วิรุฬหกกลับ

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ตอบโต้เมื่อคู่ต่อสู้เหวี่ยงแข้ง โดยฝ่ายตรงข้ามกำลังเริ่มใช้เท้าซ้ายเหวี่ยงแข้งเข้าลำตัวเรา เราควรหมุนตัวกลับหลังไปทางขวาเข้าประชิดตัวฝ่ายตรงข้าม เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้ศอกขวาเหวี่ยงกลับเข้าใส่หน้าฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้

 

13. ดับชวาลา

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันหมัดพร้อมตอบโต้ ฝ่ายตรงข้ามใช้หมัดขวาทิ่มมาตรงหน้าของเรา จากนั้นเราใช้แขนซ้ายท่อนล่างขึ้นกัน และผลักหมัดของฝ่ายตรงข้ามออกไปทางซ้าย เป็นการป้องกัน ในขณะเดียวกันก็ใช้หมัดขวาทิ่มตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม เป็นการตอบโต้

 

14. ขุนยักษ์จับลิง

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกันหมัดของคู่ต่อสู้ และตอบโต้ด้วยการกอดคอ โดยฝั่งตรงข้ามใช้หมัดซ้ายทิ่มเข้าตรงหน้าเรา เราจึงใช้แขนขวาท่อนล่างกันไว้ เป็นการป้องกัน แล้วเข้าประชิดตัวเอาแขนซ้ายกอดคอคู่ต่อสู้ไว้ ข้างตัวด้านซ้าย เป็นการตอบโต้

 

15. หักคอเอราวัณ

     เป็นไม้ มวยไทย ( Muay Thai ) ใช้ป้องกัน และตอบโต้เมื่อคู่ต่อสู้เข้าจับคอกอดปล้ำ ฝ่ายตรงข้ามจะเข้ากอดคอด้วยแขนขวา เราใช้ฝ่ามือขวาเสยที่ปลายคางฝ่ายตรงข้าม ในขณะเดียวกันก็ใช้มือซ้ายประกบด้านหลังคอ ใช้ทั้งสองมือช่วยกันผลักคอคู่ต่อสู้ให้หงายไปด้านหลัง เป็นการป้องกัน และตอบโต้พร้อมกัน

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ มวยไทย ( Muay Thai )

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ

ปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามี นัก มวยไทย มืออาชีพ เก่ง ๆ เยอะแยะมากมาย พวกเขาทำอย่างไร ออกกำลังกาย ท่าไหน ถึงได้แข็งแรง ดูคล่องแคล่ว ว่องไว วันนี้เราจึงมาแนะนำการ ออกกำลังกาย ตาม นัก มวยไทย มืออาชีพ กันค่ะ

 

หากใครเคยผ่าน หรือ มีโอกาสได้เข้าไปเห็น บรรยากาศ การซ้อม มวยไทย ภายในยิมฝึก หรือ ค่ายมวยต่าง ๆ ก็จะรู้ดีว่า เหล่านักมวยมืออาชีพนั้น เขาซ้อมกันอย่าง หนักหน่วงมากเพียงใด เขาจะต้องอดทน ต่อการฝึกซ้อม การควบคุม การออกกำลังกาย อาหารการกิน น้ำหนัก เพื่อให้มีร่างกายที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด

 

วันนี้เรามีท่า ออกกำลังกาย ตามนักมวยมืออาชีพ ที่เขาใช้ในการสสร้างร่างกาย แบบ นักมวย มาฝากกันค่ะ

 

ท่าไหล่ดัน ( Shoulder Presses )

ท่าไหล่ดัน ( Shoulder Presses ) เป็นท่าที่ นักมวยมืออาชีพ ใช้สร้างกล้ามเนื้อ หัวไหล่ได้อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลัก คือ ดัมเบล ( Dumbbell ) ถ้าหากไม่มีจะใช้ เป็นขวดน้ำก็ได้ แล้วจับให้มั่นจากนั้น ดันขึ้นเหนือหัว ละลง อย่างต่อเนื่อง

 

วิดพื้นแบบตบมือ ( Clap Press – Up )

วิดพื้นแบบตบมือ ( Clap Press – Up ) เป็นวิธีการ ที่ นักมวยมืออาชีพ ใช้ ออกกำลังกาย ที่ง่าย และ สามารถทำตอนไหนก็ได้ ท่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่ ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยปรับเรื่องของ Body Balance ที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับนักมวย

 

แพลงค์ ( Plank )

เป็นท่าที่ทำยาก และทรมานที่สุด เพราะต้องอาศัย ความแข็งแรง ของร่างกายหลาย ๆ ส่วน เป็นท่านักมวยมืออาชีพทุกคน ให้ความสำคัญ ลองทำควบคู่กับการ Crunches และ Sit Up จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น Plank จะเสริมสร้างความแข็งแรง ของร่างกายส่วนกลาง ให้ทนต่อหมดหนัก ๆ ของคู่ต่อสู้

 

คาร์ดิโอ ( Cardio )

ถ้าอยากมีหุ่นที่ฟิต แบบ นักมวยมืออาชีพ ต้องเริ่มจาก คาร์ดิโอ ( Cardio )  เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ทำโดยการ ซิทอัพ วิ่ง กระโดดเชือก ต้องฝึกแบบการกระโดด ที่หลากหลาย และการฝึกความแข็งแรง ของร่างกายในส่วนต่าง ๆ เช่น การดึงข้อ การบริหารกล้ามเนื้อ หลังแขน การวิดพื้น และการฝึกด้วยลูกบอล เทรนนิ่งในท่าทางต่าง ๆ

 

ฟุ้ตเวิร์ค ( Foot work )

ฟุ้ตเวิร์ค ( Foot work ) ฝึกเพื่อใช้ในการหลบหลีก หมัดของคู่ต่อสู้ ความว่องไวในการ ฟุ้ตเวิร์ค ( Foot work ) จะช่วยเพิ่ม ความสามารถ ให้ นักมวยมืออาชีพ ในการรับมือ การต่อสู้ กับคู่ชกได้อย่างดี

 

ท่าชกเงา ( Shadow Boxing )

ท่าชกเงา ( Shadow Boxing ) เป็นการฝึกชกลม เพื่อให้นักนักมวยมืออาชีพ ฝึกการออกหมัด และท่าทางที่ถูกต้อง การชกลม เป็นวิธีการที่ดีที่สุด ในการสร้างเทคนิคการชก การรักษาน้ำหนัก ความแข็งแรงของร่างกาย และสามารถฝึกที่ไหนก็ได้ ที่ทำให้เราขยับช่วงบน ได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น

 

Bag Work

( Bag Work ) คือ การต่อยกระสอบทราย ที่สามารถฝึก ความแข็งแกร่งของหมัด สายตา และการป้องกัน ให้ นักมวยมืออาชีพ ได้เป็นอย่างดี

 

Skipping

Skipping เป็นการหลบหลีก หมัดของคู่ต่อสู้ อาศัยความว่องไวของ Foot work ทำได้ง่าย ๆ โดย มีเชือกเส้นเดียวกับลานโล่ง ๆ Skipping เป็นสิ่งสำคัญของ นักนักมวยมืออาชีพ จะขาดไม่ได้ในเวลาซ้อม และยังเป็นท่าที่ใช้ รักษาสภาพร่างกาย ให้พร้อมอยู่เสมอ

 

ท่าวิดพื้น ( Push - Up )

ท่าวิดพื้น ( Push - Up ) เป็นท่าที่ทำยาก สำหรับคนไม่ค่อย ได้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายโดย ท่าวิดพื้น ( Push - Up ) จะให้ประโยชน์กับ กล้ามเนื้อหลายส่วน รวมถึงเพิ่มแรงผลัก เวลาที่ต้องคลุกวง กับคู่ต่อสู้ จึงเป็นที่นิยมกันในหมู่ นักมวยมืออาชีพ

 

ท่าสควอช ( Squat )

ท่าสควอช ( Squat ) เป็นการ ออกกำลังกาย ที่จะช่วยเสริมความแข็งแรง ของร่างกายในส่วนล่าง เพราะนักมวยมืออาชีพ จะต้องมีการยืนที่มั่นคง พร้อมที่ปล่อยหมัด เพื่อรุกผู้ต่อสู้ ได้ตลอดเวลา หากทำท่า Squats ร่วมกับ ท่าบริหารสะโพกส่วนอื่น ให้เหมาะสม จะช่วยให้คุณมีช่วงล่าง ที่แข็งแรงแน่นอน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

 

Chin Ups

( Chin Ups ) เป็นการออกกำลังกาย ที่ช่วยให้ช่วงบนแข็งแรง และสมส่วน จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก ไหล่ ในท่าเดียวกัน แต่ไม่ควรหักโหมเกินไป จนกล้ามเนื้อบาดเจ็บ

 

ท่าเบอร์พี ( Burpees )

ท่าเบอร์พี ( Burpees ) เป็นหัวใจสำคัญ ในการออกกำลังกาย ให้ได้ผล หากใครอยากมีรูปร่างที่สมส่วน  ถ้าทำ ท่าเบอร์พี ( Burpees ) อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ควบคุม น้ำหนักตัว หรือ เพิ่มความแข็งแรง ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วย

 

บอกกันเลยว่า กว่าจะมาเป็น นักมวยมืออาชีพ นั้น เรียกได้ว่ายากลำบากมาก ต้องมีความอดทน มุ่งมั่น ทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจเลยทีเดียว หากคุณอยาก ออกกำลังกาย ให้ได้ร่างกายที่แข็งแกร่ง แบบ นักมวยมืออาชีพ ก็ลองดูได้นะ แต่ต้องระวังให้มาก ๆ เพราะอาจจะทำให้เกิด อาการบาดเจ็บได้ ยังไงก็ควรจะอยู่ในการดูแล ของผู้ที่รู้จักวิธีการ ออกกำลังกาย หรือควรจะให้พอดี กับร่างกายคุณเองนะ

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

กระสอบทราย เพื่อนคู่ใจนักมวย

การย่างสามขุม สเตปการเดิน 3 จุดของมวยไทย

การย่างสามขุม สเตปการเดิน 3 จุดของมวยไทย

การย่างสามขุม เป็นหนึ่งในรูปแบบการเคลื่อนเท้าแบบมวยไทย เพื่อเคลื่อนรุกเข้าหรือถอยออกจากคู่ต่อสู้  ซึ่งการเคลื่อนที่ชนิดนี้ มีเอกลักษณ์ คือ การเคลื่อนเป็นจุดสามจุด

 

เป็นที่ทราบกันดีสำหรับนักมวย ผู้ที่ฝึกมวย หรือผู้ที่สนใจมวยไทย ว่า "เท้า" นั้นถือเป็นหนึ่งในอวัยวะในการออกอาวุธสำหรับมวยไทย นอกเหนือจาก มือ (หมัด) ศอก และเข่า ซึ่งนอกจากเท้า จะมีความสำคัญในการออกอาวุธแล้ว ยังมีความสำคัญในด้านการเคลื่อนไหวร่างกายในการต่อสู้ ซึ่งรูปแบบการเคลื่อนที่เท้าที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง สำหรับมวยไทย ก็คือ การย่างสามขุม

 

การย่างสามขุม คืออะไร?

การย่างสามขุม คำว่า "การย่าง" คือ การเดิน ส่วนคำว่า "ขุม" ในที่นี่เปรียบเสมือนหลุมหรือจุด สามขุม ก็คือ สามหลุมหรือสามจุดนั่นเอง การย่างสามขุม จึงหมายถึง การเดินจุด 3 จุด โดยการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

 

การย่างสามขุม หนึ่งในแม่ไม้มวยไทยไชยา

การฝึกซ้อมมวยไทยไชยา และแม่ไม้มวยไทยไชยา มีกระบวนท่าอยู่ 5 ชุด ส่วนแม่ไม้มวยไทยไชยา มี 7 ท่า ได้แก่

 

1. ปั้นหมัด

2. พันแขน

3. พันหมัด

4. กระโดดตบศอก

5. พันหมัดพลิกเหลี่ยม

6. เต้นแร้งเต้นกา

7. ย่างสามขุม

 

 

วิธีการย่างสามขุม

วิธีการ คือ ตำแหน่งจุดยืนแรก จะต้องตั้งท่ากำหมัดสองมือ ให้หมัดซ้ายกำเข้าหาต้ว อยู่ในระดับตํ่ากว่าตาเล็กน้อยและศอกห่างลำตัว ส่วนหมัดขวาให้กำเข้าหาตัว อยู่ในระดับราวนม และศอกแนบลำตัว  การกำหมัด เข้าหาตัว จะทำให้พลังหมัดที่พุ่งออกไป มีแรงส่งกว่าหมัดที่กำออก ถ้าถนัดหมัดซ้ายให้หมัดขวาเป็นหมัดหน้า และหมัดซ้ายอยู่ในระดับราวนมการยืนให้ยื่นเปิดเท้าแบะออก ส้นเท้าทั้งสองห่างกันหนึ่งศอก ถนัดหมัดขวาให้เท้าซ้ายยื่นออก และหันข้างลำตัวเข้าหาคู่ต่อสู้ ถ้าถนัด ซ้ายให้ทำในทางกลับกัน

 

เทคนิคการตั้งท่า

การตั้งท่า จะต้องป้องปิด อย่างแนบเนียน ตั้งแต่บั้นเอวจนถึงศีรษะ แต่ช่วงล่างตั้งแต่บั้นเอวลงมาถึงเท้ายังมีช่องว่างอยู่ มวยไทยจึงต้องย่อตัวลงเล็กน้อย และเผยอปลายเท้าออกเล็กน้อน เพื่อให้หัวเข่าทั้งสองข้าง ไม่เกิดมุมที่เสี่ยงต่ออาการหักหรือเคล็ด เมื่อถูกคู่ต่อสู้ใช้เท้าถีบขา และการย่อตัวเป็นการลดช่องว่าง ช่วงเอว อันเป็นส่วนอ่อนระหว่างชายโครงกับ กระดูกเชิงกรานให้แคบลงป้องปัดการเตะได้ง่าย

 

ประโยชน์ของ การเคลื่อนที่แบบย่างสามขุม

การย่างสามขุม มีการกำหนดจุด 3 จุดที่ใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งของเท้า เช่น เท้าซ้ายอยู่หน้าให้เปลี่ยนไปอยู่ด้านหลัง เป็นการเปลี่ยนเหลี่ยมของร่างกาย ซึ่งจะมีประโยชน์ ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว และสามารถป้องปัดหลบหลีก สืบ ถอย ได้อย่างไม่เสียหลัก

 

การฝึกเคลื่อนที่แบบการย่างสามขุม จะทำให้ผู้ฝึกมวยไทยมีพื้นฐานที่ดีในการใช้เท้าเคลื่อนที่และมีฝึกการทรงตัวของร่างกายได้เป็นอย่างดี และเพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับ การฝึกแม่ไม้มวยไทยต่อไป

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ มวยไทย ( Muay Thai )

การนับคะแนน มวยไทย ที่ควรรู้

การนับคะแนน มวยไทย ที่ควรรู้

คนที่พึ่งเคยดู กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) ครั้งแรก ก็อาจจะกำลังงงกับ การนับคะแนน มวยไทย ( Muay Thai ) ใช่ไหมล่ะคะ วันนี้ทางเรา ได้รวบรวมข้อมูล มาฝากเพื่อน ๆ ในการนับคะแนนกันแล้วค่ะ

 

 

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาแบบไหน ?

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ อันเป็นเอกลักษณ์ ของประเทศไทย ที่มีมาแต่โบราณ มีความโดดเด่นด้านเทคนิค การกอดคอต่อสู้ ซึ่งเป็นการใช้ทั้งกาย และใจ สำหรับการต่อสู้ ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ โดยเป็นที่รู้จักว่าเป็น ( นวอาวุธ ) ซึ่งประกอบด้วย การโจมตีจากร่างกายทั้ง หมัด ศอก เข่า และเท้า หากมีการเตรียมพร้อม ด้านร่างกายดี จะก่อให้เกิดอาวุธ ที่มีอานุภาพ มวยไทย ( Muay Thai ) ได้เป็นที่แพร่หลาย ในระดับนานาชาติ ในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อเหล่า นัก มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถเป็นฝ่ายชนะ นักต่อสู้ที่มีชื่อเสียง ในแขนงอื่น ซึ่งการแข่งขัน มวยไทย ( Muay Thai ) ในระดับอาชีพ ได้รับการดูแลโดย สภา มวยไทย ( Muay Thai ) โลก

 

 

การให้คะแนน ของกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) นั้น ต้องให้ตาม หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

การชก หมายถึง อวัยวะ ( นวอาวุธ ) ที่ใช้ในการต่อสู้ คือ

-               หมัด

-               เท้า

-               เข่า

-               ศอก

 

การชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ได้คะแนน มีดังนี้

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใดใช้ อาวุธ มวยไทย ( Muay Thai )  ( หมัด - เท้า - เข่า - ศอก ) ได้โดยถูกต้องตามกติกา และกระทำถูก คู่แข่งขันได้มากกว่า ก็เป็นผู้ชนะไป

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใด ที่ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) ตามลักษณะ แบบแผน มวยไทย ( Muay Thai ) โดยถูกต้องตามกติกา กระทำคู่ต่อสู้ ได้หนักหน่วง ชัดแจ้ง รุนแรง และถูกเป้าหมาย ที่สำคัญเป็นฝ่ายรุก กระทำได้มากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใด ใช้อาวุธ มวยไทย ( Muay Thai ) กระทำคู่ต่อสู้ ให้เกิดบอบช้ำ บาดแผลที่เป็นอันตรายมากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใด เป็นผู้เดินเข้ากระทำ ( ฝ่ายรุก ) มากกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใด เป็นผู้ ( รุก – รับ – หลบหลีก - ตอบโต้ ) ตามลักษณะ และชั้นเชิง มวยไทย ( Muay Thai ) ได้ดีกว่า เป็นฝ่ายชนะ

- นัก มวยไทย ( Muay Thai ) ฝ่ายใด ที่มิได้กระทำฟาล์ว หรือกระทำฟาล์ว น้อยกว่า เป็นฝ่ายชนะ

 

 

 

การชก มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ไม่ได้คะแนน มีดังนี้

- การชกที่ละเมิด กติกา ข้อหนึ่งข้อใด

- อาวุธที่กระทำไปถูก แขน หรือขา ของคู่แข่งขัน อันเป็นลักษณะ ของการป้องกัน ของคู่แข่งขัน

- อาวุธที่กระทำถูก คู่แข่งขัน แต่เบาเกินไป หรือก็คือไม่มีน้ำหนัก ส่งจากร่างกาย เช่น ตัว ลำตัว หรือไหล่

 

 

การฟาล์ว

ระหว่างการชก มวยไทย ( Muay Thai ) แต่ละยกนั้น ผู้ตัดสินต้องคำนึง ถึงความสำคัญของการฟาล์ว และตัดคะแนนตาม ที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์ว อย่างชัดเจน โดยผู้ชี้ขาดไม่ได้สังเกต และตัดคะแนนผู้แข่งขัน ที่กระทำฟาล์วนั้น ผู้ตัดสินจะต้องประเมิน ดูความรุนแรงของการฟาล์ว และตัดคะแนน ไปตามความเหมาะสม พร้อมทั้งระบุไว้ด้วยว่า ทำฟาล์วด้วยเหตุใด

 

เกี่ยวกับการให้คะแนน มวยไทย ( Muay Thai )

- ในแต่ละยก มีคะแนนเต็ม 10 คะแนน และให้คู่แข่งขัน ลดลงไปตามส่วน คือ ( 9 – 8 – 7 ) คะแนน

- ในยกที่เสมอกัน จะได้ฝ่ายละ 10 คะแนน

- ผู้ชนะในยกนั้น จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้ที่แพ้ได้ 9 คะแนน ( 10 : 9 )

- ผู้ชนะในยก ที่ชัดเจนมาก จะได้คะแนน 10 คะแนน ผู้ที่แพ้ได้ 8 คะแนน ( 10 : 8 )

- ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 8 คะแนน ( 10 : 8 )

- ผู้ชนะที่ชัดเจนมาก ในยกนั้น และได้นับ 1 ครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 7 คะแนน ( 10 : 7 )

- ผู้ชนะในยกนั้น และได้นับสองครั้ง จะได้คะแนน 10 ผู้ที่แพ้ได้ 7 คะแนน ( 10 : 7 )

- นักมวยที่กระทำฟาล์ว ต้องไม่ได้คะแนนเต็ม ในยกที่ถูกตัดคะแนน

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ มวยไทย ( Muay Thai )

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ มวยไทย ( Muay Thai )

ศิลปะการป้องกันตัวของไทยที่น่าภูมิใจคือ มวยไทย ( Muay Thai ) อันเป็นเอกลักษณ์และได้รับการยกย่องระดับโลกว่าอันตราย และเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ได้กลายมาเป็นกีฬาระดับโลก

 

ต้นกำเนิดตั้งแต่ครั้งอดีต

     สำหรับต้นกำเนิดที่แท้จริงของกีฬา หรือศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน เพียงแค่รู้ว่าคนไทยใช้ศิลปะในการป้องกันตัวเพื่อต่อสู้มาอย่างยาวนาน โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีทักษะรวมถึงรูปแบบในการต่อสู้ต่างกันออกไป เช่น มวยไชยาของภาคใต้, มวยโคราชของภาคอีสาน, มวยพระนครของภาคกลาง, มวยท่าเสาของภาคเหนือ เป็นต้น แต่เท่าที่มีการค้นพบประวัติเชื่อว่าน่าจะเริ่มต้นจากบรรดาทหารที่ฝึกฝนเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง มีทักษะในการต่อสู้ ประกอบกับในยุคโบราณยังไม่มีมีดหรือปืนเป็นอาวุธ กระทั่งเมื่อศิลปะดังกล่าวได้มีการเผยแพร่สู่ชาวบ้านมากขึ้นจึงทำให้คนไทยคุ้นชิน และมีทักษะของ มวยไทย ( Muay Thai ) สืบเรื่อยมา

 

ท่าต่าง ๆ ของ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่น่าสนใจ

     ท่าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีอยู่ด้วยกันมากมายตามแต่ความคิด และศิลปะการป้องกันตัวในแต่ละกลุ่มคน โดยจะขอยกท่าทางที่โด่งดังพร้อมเป็นที่รู้จักมาฝากกัน

  • มอญยันหลัก เป็นการยกเท้าเพื่อยันไปยังฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เข้ามาทำร้ายได้ในระยะใกล้ แล้วใช้หมัดอีกข้างต่อยเข้าไปบริเวณใบหน้า
  • จระเข้ฟาดหาง ให้หมุนตัวกลับหลังแล้วย่อตัวเล็กน้อย เหวี่ยงขาข้างที่ถนัดเข้าไปบริเวณลำคอของคู่ต่อสู้อีกฝ่าย
  • หนุมานถวายแหวน เมื่ออีกฝ่ายชกหมัดตรงมาแล้วหลบได้ให้ใช้หมัดของตนเองต่อยเข้าไปบริเวณปลายคาง
  • บาทาลูบพักตร์ คู่ต่อสู้ชกหมัดตรงมาให้ใช้แขนบริเวณท่อนล่างปัดหนีจากนั้นก็ใช้เท้ายันเข้าไปบริเวณใบหน้า

 

มวไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาระดับโลก

     ด้วยความแพร่หลายที่มากขึ้นประกอบกับการแข่งขันกีฬาในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ซีเกมส์ ทำให้ มวยไทย ( Muay Thai ) ค่อย ๆ ได้รับการสนับสนุนเพื่อให้ถูกบรรจุเข้าสู่กีฬาแห่งความเป็นสากลระดับโลกมากขึ้น โดยทางไอโอซี ( IOC ) หรือคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้ยอมรับให้กีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) สามารถเปิดสู่ระดับโลก และมีรายการแข่งขันชิงแชมป์ต่าง ๆ มากมาย

 

เสน่ห์ของ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ทำให้ชาวต่างชาติหลงใหล

     ต้องยอมรับว่า มวยไทย ( Muay Thai ) ของชาติเรามีเสน่ห์ที่ทำให้ชาวต่างชาติหลงใหล ชื่นชอบในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นท่าทางที่สวยงาม, การป้องกันตัวที่ใช้ได้จริง, ฝีกเอาไว้สำหรับการต่อสู้ยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน และยังเป็นกีฬาที่มีความท้าทายต่อการฝึกมากทีเดียว

 

มวยไทย ( Muay Thai ) ตัวเลือกที่ดีที่สุดในการออกกำลังกาย

1. ยิ่งเรียนก็ยิ่งน่าสนใจ

     หนึ่งในสาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่โยนผ้า เลิกล้มความตั้งใจที่จะออกกำลังเป็นกิจวัตรประจำวันคือ นับวันมันยิ่งน่าเบื่อ ตอนที่เริ่มเล่นใหม่ ๆ ก็อาจมีพลังใจเปี่ยมล้นดีอยู่หรอก แต่เมื่อเวลาผ่านไปความคึกคักนั้นก็จะค่อย ๆ ลดลง ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนเราเบื่อกับการต้องมาทำอะไรซ้ำ ๆ แบบเดียวกันทุกวัน จากนั้นก็ลงเอยด้วยการหยุดเล่นถาวรในที่สุด ทำให้ผลลัพธ์จากการที่อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจออกกำลังกายก่อนหน้า ค่อยๆ แห้งเหี่ยวหดหายไปอย่างน่าเสียดาย

     ความน่าเบื่อแบบนี้ไม่มีให้เห็นในการฝึกฝน มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) มีแม่ไม้ ( ท่าต่อสู้ ) มากกว่าหนึ่งพันท่วงท่า และยังมีการคิดค้นพัฒนาท่าใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงเท่ากับว่าต่อให้เรียน มวยไทย ( Muay Thai )  มาเป็นสิบ ๆ ปี ผู้เรียนก็ยังไม่อาจแตกฉาน การตั้งหน้าตั้งตารอที่จะเรียนรู้ท่า หรือเคล็ดวิชาใหม่ ๆ ที่ครูจะสอนในแต่ละชั่วโมงเรียนจึงทำให้ มวยไทย ( Muay Thai ) น่าสนใจเสมอ แม้แต่นักมวยมืออาชีพเหล่านี้ก็ยังค้นพบอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอระหว่างการฝึกฝน

2. ช่วยให้เผาผลาญแบบจัดเต็ม

     ถ้าการลดน้ำหนัก และฟิตหุ่นให้ดีขึ้นคือเป้าหมายหลักในการออกกำลัง มวยไทย ( Muay Thai ) จะทำให้คุณไปถึงจุดนั้นได้เร็วกว่าการออกกำลังทั่วไป ในการฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) คุณต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางที่จะถูกบีบเค้นเป็นพิเศษในทุกครั้งที่คุณเทรน

     ทุกครั้งที่ชั่วโมงเรียนจบลง คุณจะเผาผลาญไขมันได้ราว 1,000 แคลอรี่ต่อหนึ่งชั่วโมง นั่นเกือบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของจำนวนแคลอรี่ที่คนทั่วไปควรได้รับในแต่ละวัน นับเป็นวิธีการเบิร์นไขมันที่เห็นผลอย่างชัดเจนจนสังเกตได้

3. เหมาะเจาะที่สุดในการจัดการความเครียด

     ชีวิตไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บางครั้งคุณอาจพบเจอกับเรื่องแย่ ๆ ในวันแย่ ๆ บ้าง ประเด็นอยู่ที่ว่าคุณจะรับมือกับอารมณ์ทางลบที่ก่อตัวอย่างไรดี แทนที่จะจมปลักอยู่กับความรู้สึกหดหู่ที่คอยบั่นทอนจิตใจ ทำไมไม่ลองหากิจกรรมบางอย่างที่จะช่วยให้คุณระบายความขุ่นมัวนั้นออกมาในเชิงบวก และลดระดับความเครียดดูล่ะ

     การต่อย เตะ เข่า ศอก ช่วยไล่ความเครียดออกไปจากตัวได้ คุณจะรู้สึกดีขึ้นเยอะ หลังจากได้ระบายความโกรธแค้นทั้งหมดใส่เจ้ากระสอบทรายไร้ทางสู้ แถมยังได้ออกแรงจนเหงื่อท่วมตัวอีกต่างหาก นี่จะนำไปสู่กระบวนการปลดปล่อยฮอร์โมน “แห่งความสุข” จากต่อมในสมองที่จะยกระดับอารมณ์คุณให้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายที่เหนื่อยอ่อนจากการโหมออกกำลังจะทำให้คืนนี้คุณหลับเป็นตาย แทนที่จะเครียดจนนอนไม่หลับทั้งคืน

4. ได้เพื่อนใหม่

     ศิลปะ มวยไทย ( Muay Thai ) มีเสน่ห์บางอย่างที่ช่วยดึงดูดคนเจ๋ง ๆ ให้โคจรมาพบกัน เสน่ห์ที่ว่านั้นอาจมาจากบรรยากาศที่ดูเข้มขลัง น่าเลื่อมใสของ มวยไทย ( Muay Thai ) หรือธรรมเนียมถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อผู้เรียนหน้าใหม่

     เมื่อคุณเริ่มฝึก มวยไทย ( Muay Thai ) คุณจะได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตาซึ่งหลายคนคบหาเป็นเพื่อนกันไปตลอดชีวิต นี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลพลอยได้ดี ๆ ที่มาจากการเรียน มวยไทย ( Muay Thai ) คุณสามารถฝึกมวย และสังสรรค์กับผู้คนที่คุณชื่นชม และเคารพได้ในเวลาเดียวกัน

5. ได้เรียนรู้ศาสตร์การป้องกันตัวที่มีประสิทธิภาพ และใช้งานได้จริง

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ป้องกันตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ถ้าคุณอยากเรียนวิชาต่อสู้ที่เน้นลีลาแพรวพราวแต่ใช้ป้องกันตัวเองไม่ได้ ก็ให้เลือกเรียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ มวยไทย ( Muay Thai ) เพราะ มวยไทย ( Muay Thai ) มุ่งเน้นไปที่สามารถใช้งานได้จริงในการปกป้องตัวเอง และบนสังเวียน

6. เรียนตามสมรรถภาพของคุณเอง

     การเปรียบมวยเป็นสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ มันเป็นหนทางที่จะช่วยลับฝีมือที่คุณได้ร่ำเรียนมา ผู้เรียน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ไม่เคยขึ้นชกมาก่อนจะถูกจับใส่เครื่องป้องกันอย่างรัดกุม

 

     เหล่านี้คือเรื่องของ มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการป้องกันช่วยของคนไทยที่สืบทอดมายาวนาน และยังเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน ซึ่งหากสนใจจเรียนรู้เจาะลึกเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวแขนงนี้ ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าคอร์สเรียนเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้ได้จากสถาบันสอน มวยไทย ( Muay Thai ) ที่เปิดให้บริการหลาย ๆ แห่ง อย่าง เจริญทองมวยไทย ที่มีทั้งสาขารัชดา ข้าวสาร และศรีนครินทร์ นับว่าเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เล่นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งยังเป็นกีฬาที่อยู่ในเทรนด์รักสุขภาพอีกด้วย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

น้ำมันมวย สำคัญอย่างไรกับ มวยไทย

ออกกำลังกาย ฉบับ มวยไทย

ออกกำลังกาย ฉบับ มวยไทย

การ ออกกำลังกาย ของหนุ่ม ๆ สาว ๆ คงมีเป้าหมายที่จะหุ่นฟิต และเอาเจ้าไขมันส่วนเกินที่ติดตามเราตัวอยู่ตลอดเวลาออกไปจากชีวิต เรามาดูท่าต่าง ๆ ในการ ออกกำลังกาย ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai ) กันค่ะ

 

     เป้าหมายเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราด้วย เพราะหากเราคิด 10 ลงมือทำ 1 แน่นอนมันเกิดได้ขึ้นหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ อย่ารอที่จะเริ่มทำอะไรให้กับตัวเอง วันนี้ทาง Jaroenthongmuaythai GYM ได้นำเอาเทคนิคต่าง ๆ ในการ ออกกำลังกาย ฉบับ มวยไทย ( Muay Thai ) เบิร์นไขมัน กล้ามสวย โดยสามารถทำได้เองที่บ้านแถมประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีกด้วย

 

Shoulder Presses

     ในการแข่งขันกีฬามวยนั้น หัวไหล่ที่แข็งแรง นั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ในการชกเนื่องจากว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นเป้นส่วนสำคัญที่ใช้ในการใช้ปล่อยหมัดออกไป และยังช่วยเป็นการ์ดป้องกันจากการโจมตีของคู่ต่อสู้

     ดังนั้นในท่า Shoulder Presses จะเป็นท่าเคล็ดลับในการสร้างกล้ามเนื้อของหัวไหล่อย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็คือ ดัมเบล แต่ถ้าหากไม่มีจริง ๆ สามารถใช้ขวด จับให้มั่นคงจากนั้นดันพื้น และลง อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับท่าบริหารร่างกายส่วนบนอื่นก็จะทำให้คุณมีหัวไหล่ที่สวยงามราว และแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

Clap Press-Up

     อีกหนึ่งวิธีออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ใช้ได้ผลจริง และยังทำได้บ่อยครั้งตามใจต้องการอีกด้วย นั่นคือ Clap Press-Up โดยวิธีการก็แสนง่าย เพียงคุณใช้กำลังของมวลกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบนออกมาให้หนัก  ท่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มความเข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่มันยังช่วยมันยังช่วยปรับสัดส่วนของ Body Balance ซึ่งเป็นสิ่งที่นักมวยจำเป็นสำหรับนักมวยทุกคนด้วย

 

Plank

     เป็นหนึ่งในท่าที่ดูธรรมดา ๆ แต่ต้องบอกว่าหินมากกับการที่จะทำให้แกร่ง นับเป็นที่ทรมานที่สุดเนื่องจากต้องอาศัยความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วน เพื่อที่จะสามารถทำท่า Plank ให้แกร่งและนาน อย่างไรก็ตามในการ ออกกำลังกาย ต้องออกอย่างเหมาะสม และคู่ไปกับท่า Crunches และ Sit Up จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ให้กลับร่างกาย และช่วยให้หมัดหนักขึ้นอีกด้วย

 

Skipping

     ในการชกมวยนอกจากการชกแล้วก็ยังคงอาศัยความเร็ว เพื่อที่จะหลบหลีกหมัดของคู่ต่อสู้ที่ปล่อยออกมา ดังนั้นความว่องไวของ Foot work การที่จะเพิ่มขีดความสามารถตรงจุดนี้สามารถทำได้โดยการเล่นท่า Skipping ใช้เพียงเชือก และที่โล่ง เท่านั้นคุณก็สามารถทำได้แล้ว Skipping ก็เป็นปัจจัยหลักของท่าฝึกฝนการเป็นมวยอาชีพที่ใช้ แถมยังเป็นทำที่ใช้รักษาสภาพร่างกายให้พร้อมอยู่เสมออีกด้วย

 

Push Ups

     ในส่วนของท่านี้ ค่อนข้างที่จะยากสำหรับคนที่ไม่เคยหรือไม่ค่อยได้ ออกกำลังกาย “ Push Ups ” น่าจะเป็นอุปสรรคในช่วงแรก เพียงแค่คุณตั้งใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนตัววเอง ท่าง่าย ๆ ท่านี้คง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรอาจจะเริ่มจาก ทำที่ละน้อย ๆ ครั้ง แล้ว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท่านี้ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อหลายส่วน หัวไหล่ แผงอก จะเป็นที่นิยมของนักมวยทุกคน ถ้าหากมีเวลาว่าง เราก็ควรที่จะ Push Ups เป็นประจำทุกวัน

 

Sit-Ups

     ท่าเบสิคที่หลายคนน่าจะรู้จักดี แต่พื้นฐานของท่านี้ที่เป็นหัวใจหลักของความเข็งแรงของนักมวยระดับโลกหลาย ๆ คน เป็นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง และมันจะสร้างความมั่นใจของนักมวยที่จะไม่ต้องค่อยพะวงกับการลดการ์ดลงป้องกันลำตัว และเพิ่มโอกาสเดินหน้าแลกหมดแบบไม่กลัว

 

Squats

     ท่านี้เสริมความแกร่งในช่วงล่วง ซึ่งสำคัญมากกับการเคลื่อนไหว และความมั่นคงกับการยืน นักมวยที่ดีจะต้องมีการยืนที่มั่นคง เพื่อเข้าวงในใช้เทคนิคต่าง ๆ ในการจัดการคู่ต่อสู้ได้ตลอดเวลา ในการ Squats จะช่วยเพิ่มความเข็งแรง และว่องไว และยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า-หลัง การใช้ Squats และ ออกกำลังกาย ที่ใช้ส่วนสะโพกอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณช่วงล่างที่มั่นคง และแข็งแรงไม่แพ้ใครแน่นอน

 

Shadow Boxing

     Shadow Boxing  เรียกง่าย ๆ เป็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นับเป็นการสร้างเทคนิคการชกที่ดีที่สุดในการฝึกซ้อม รวมไปถึงการรักษาน้ำหนักความความฟิตของร่างกาย ในการทำ Shadow Boxing เรานั้นสามารถทำได้ในทุกสถานที่ แต่จะมีสถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ในบ่อทรายหรือชายหาด ”  เนื่องจากเทคนิคนี้นักมวยได้เริ่มเรียนรู้เทคนิค จากการที่ดูนักฟุตบอลที่เล่นตามชายหาด ซึ่งทรายจะช่วยยึดเหนี่ยวช่วงล่างของลำตัวเราไว้ ทำให้ขยับลำตัวช่วงบนของเราได้อย่างอิสระระหว่างที่ทำอยู่ ดังนั้น มันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เทคนิค และการชกได้ดียิ่งขึ้น

 

Chin Ups

     ที่ขาดไม่ได้ไม่ได้เลยในการฟิตร่างกายช่วงบน หากท่านใดต้องการจะมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง และสมส่วน  เน้นไปที่การเล่นท่า Chin up เพราะท่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ช่วงแขน อก และหัวไหล่ ในท่าเดียว

     จะสังเกตได้ว่า ที่บ้านของเหล่านักมวยมักจะมีบาร์ที่สามารถยึด ไม่ว่าจะเป็นประตูบ้าน แทนบาร์สำหรับโหน เพื่อที่จะบริการกล้านเนื้อส่วนนั้นเป็นกิจวัตรของชีวิต เราไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบที่จะทำให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็วควรเริ่มจากจำนวนครั้งที่ทำไหวก็พอ หากเป็นไปได้หาคนคอยเซฟในการยกตัวในช่วงแรกก็จะดีกว่าการหักโหมมากเกินไป อาจจะทำให้อันตรายถึงขั้น กล้ามเนื้อฉีกขาดหรือเกิดอาการบาดเจ็บ ซึ่งมันส่งผลให้เราเสียโอกาสต่าง ๆ ในการ ออกกำลังกาย

 

Burpees

     ท่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความ ยากและเหนื่อยแทบขาดใจ และ Burpee ยังคงเป็นท่าที่ยากที่สุดใน 10 ท่าที่กล่าวมา แต่ท่านี้ช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นหัวใจ และเป็นเห็นผลดีที่สุดของการ ออกกำลังกาย เป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินที่ส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกายหากใครที่อยากจะมีรูปร่างที่สมส่วนอลองท่านี้เลย “Burpee” ต้องออกให้ถูกต้อง ลองดูท่าที่ถูกต้องในวิดีโอที่ถูกต้องใน Youtube ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิด

 

     คงไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยในทันที การเริ่มต้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญ วินัย ความอดทน สร้าง passion ให้กับตัวเอง  sixpack ของคุณก็จะผุดขึ้นมาในไม่ช้า มวยไทย ( Muay Thai ) ของเรามีการสืบทอดมายาวนานหลายร้อยปี หวังว่าท่า ออกกำลังกาย เหล่านี้จะช่วยให้คุณมีรูปร่างที่กระชับไว ๆ นะคะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

เคล็ดลับป้องกันอาการบาดเจ็บจากการฝึก มวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการป้องกันตัวอีกอย่างหนึ่งที่หลายคนหันมาสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันตัวได้แล้วนั้นยังถือเป็นการช่วยอนุรักษ์สมบัติของชาติได้ด้วย แต่ทุกการฝึก มวยไทย ย่อมมีสิทธิได้รับอาการบาดเจ็บได้เช่นกัน

 

          ความเสี่ยงจากการฝึก มวยไทย ( Muay Thai )

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นกีฬาที่อันตราย แม้ว่าจำนวนนักมวยที่เสียชีวิตจากการเล่นกีฬาไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ก็ปรากฏว่าอัตราการเสียชีวิตนั้นต่ำกว่าในกีฬาบางประเภทเช่น การแข่งม้า เป็นต้น ความยากลำบากในการค้นหาอัตราการตายที่แน่นอนได้รับผลกระทบจากความแตกต่างในการควบคุมระหว่างมวยมือสมัครเล่น และมืออาชีพ, มวยที่ผิดกฎหมาย, วิธีการทำงานของหน่วยงานทั่วโลก, ขาดการศึกษาระยะยาว และความไม่ถูกต้องทางการแพทย์

     สำหรับคนที่กำลังออกกำลังกายด้วยการเรียนมวย ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย ( Muay Thai ) มวยสากล หรือศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ ล้วนเป็นการออกกำลังกายที่ดี ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายแต่ก็มีหลายเรื่องที่ต้องระวัง ดังต่อไปนี้

 

1. ผิวหนังมีรอยช้ำ

     คิดอยากจะเป็นนักรบก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีรอยแผลติดตัวมาบ้าง สิ่งที่คุณจะต้องเจอก็คือ รอยช้ำ รอยแดงที่ผิวหนังยามต้องเตะต้องเป้า และกระสอบทราย แต่เชื่อว่าทุกคนที่เรียนต้องเตรียมใจรับมือมาในระดับหนึ่ง แนวทางการป้องกันอย่างง่ายที่สุด คือ การใส่เครื่องป้องกัน แต่หากเกิดรอยฟกช้ำ ควรรอให้อาการดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาฝึกซ้อมใหม่

 

2. อาการบาดเจ็บข้อมือ ข้อเท้าพลิก หัวเข่า

     การบาดเจ็บบริเวณข้อต่อเกิดขึ้นง่ายที่สุดสำหรับคนเล่นกีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว อย่างเช่น มวยไทย ( Muay Thai ) เกิดจากตัวเราเองนั้นมีพื้นฐานการออกอาวุธไม่ดีพอ เร่งมากเกินไป ไม่รอการฝึกซ้อมท่าช้า ๆ ซ้ำ ๆ อย่างถูกวิธีจนเกิดกล้ามเนื้อจดจำ และการออกแรงเกินกำลังของร่างกาย ทางแก้คือ การย้อนกลับไปฝึกพื้นฐานให้แน่น  และเรียนรู้กำลังของตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ ฝึกพัฒนาให้เก่งขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

 

3. การกระทบกระเทือนทางสมอง

     อาการนี้จะเกิดเฉพาะผู้เล่นที่นิยมการลงนวมซ้อมกับเพื่อน ๆ ในยิมด้วยกัน แต่สายออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เตะเป้า เตะกระสอบทรายอย่างเดียวไม่ต้องกังวลไป การลงนวมควรใส่เครื่องป้องกันให้ดี เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนทางสมองซึ่งเป็นปัญหาที่นักมวยทุกคนต้องเผชิญ

     สมาคมศัลยแพทย์ระบบประสาทอเมริกันกล่าวว่า 90% ของนักมวยรักษาอาการบาดเจ็บที่สมอง มวยอาจมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่ากีฬาอื่น ๆ แต่จำนวนนักมวยที่มีความเสียหายในสมองเชื่อว่าสูงกว่าที่บันทึกไว้มาก เมื่อนักมวยได้พุ่งตรงไปที่ศีรษะมันก็เหมือนกับการถูกลูกบอลโบว์ลิ่ง 13 ปอนด์เคลื่อนที่ที่ความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงประมาณ 52 เท่า การถูกตีที่ศีรษะอาจทำให้กระดูกหักที่ศีรษะ ใบหน้า และเนื้อเยื่อถูกทำลายในสมอง สามารถทำลายพื้นผิวของสมอง ทำลายเครือข่ายประสาททำให้เกิดแผลเลือดออก หรือก่อให้เกิดการอุดตันของเลือดภายในสมองได้

 

4. บาดเจ็บที่ตา

     แม้ว่าจะได้รับการปกป้องจากกระดูกแข็งด้านข้างดวงตามีความเสี่ยงที่จะถูกกระทบโดยตรงจากด้านล่าง ความเสียหายต่อดวงตาในการชกมวยอาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรง หรือจากการกระแทก อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่จอประสาทตาการปลดจอประสาทตาการตกเลือดที่จอประสาทตา และการบาดเจ็บอื่น ๆ

 

          สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้จากการฝึก มวยไทย

1. นวมถูกสร้างมาเพื่อ ป้องกันมือเท่านั้น ไม่ได้เพื่อปกป้องการโดนต่อย

     หากเทียบการใช้มือเปล่า, การใส่นวม MMA ที่มีน้ำหนัก 4 Oz หรือใส่นวมมวย เวลาต่อยไปที่เป้าหมาย นวมมวยจะรู้สึกปลอดภัยกับมือของตัวเรามากที่สุด แม้เราจะสรุปไม่ได้ว่า การใส่นวมแบบไหน ทำให้หมัดมีความแรงกว่า แต่ก็รู้ว่านวมที่มีน้ำหนักมากกว่า 10 Oz สามารช่วยป้องกันมือได้ในระดับนึงเลยทีเดียว

     หากอ้างอิงจากประวัติศาสตร์แล้วนั้น นวมในยุคแรก ช่วงปี 1800 ถูกสร้างมาเพื่อให้นักสู้ สามารถต่อยหมัดไปที่ศีรษะได้มากขึ้น เพราะในช่วงนั้น การต่อสู้มวยมือเปล่า ผู้คนต่างต่อยไปที่ลำตัวมากกว่าศีรษะกัน หมัดที่ไม่แม่นพอ หากกระทบไปที่บริเวณกะโหลกจะทำให้มือหักได้ จึงเป็นแนวคิดจากโปรโมเต้อในช่วงปี 1800 ที่ประดิษฐ์ นวมขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนดูซึ่งชื่นชอบ การที่นักสู้ต่อยไปที่ศีรษะทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดทางการตลาด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของนักสู้ที่แต่อย่างใด หากแต่จะป้องกันมือของผู้ชกทำให้มีความกล้าในการต่อยหมัดที่แรงขึ้น ถี่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องแม่นยำอย่างแต่ก่อน ซึ่งนี้อาจเป็นเหตุให้นักสู้ในสมัยปัจจุบัน มีอัตราการบาดเจ็บทางสมองมากกว่าสมัยก่อนที่ไม่ใช้นวม

2. การยืนนับ 8 วินาทีในกีฬาการต่อสู้ อันตรายกว่า การถูกน็อคสลบไปเลย

     กฎการนับ 8 วินาที คือ กฎกติกาที่ถูกใช้โดยกีฬา มวยไทย ( Muay Thai ) มวยสากล และคิกบ็อกซิ่ง เป็นกติกาที่ให้กรรมการผู้ตัดสิน นับทั้งหมด 10 วินาที หากนักสู้ถูกน็อคให้ล้มลงระหว่างการต่อสู้ นักสู้จะต้องยืนขึ้นมาภายในเวลา 10 วินาที เพื่อจะมีสิทธิในการสู้ต่อ โดยกรรมการจะเป็นคนเช็ค อาการบาดเจ็บหลังนับไปแล้ว 8 วินาที ว่าสามารถต่อยต่อได้หรือไม่

     ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ อาการกระทบกระเทือนทางสมองกันก่อน โดยปกติแล้วอวัยวะสมองที่อยู่ในกะโหลกเป็นของเหลวที่จะไม่แตะกับกะโหลก เมื่อมีแรงปะทะเข้าที่ศีรษะอย่างในกรณีของการชกมวย สมองจะสั่น และกระแทกไปมาในกะโหลก ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ บอบช้ำได้ การที่นักมวยนั้นถูกน็อคสลบไปถือว่าสมองได้รับการกระทบกระเทือน ทำให้มีการบาดเจ็บเรียกว่า คอนคัสชั่น ( concussion ) ซึ่งการบาดเจ็บทางสมองระดับนี้ โดยทั่วไปจะหมายถึง การบาดเจ็บที่ไม่รุนแรงมากนัก อาจเกิดความบกพร่องของการทำงานในระบบประสาทสมองขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็ค่อย ๆ หายไปได้เอง บางรายที่มีอาการมากหน่อยก็อาจถึงขั้นสลบได้ เมื่อไปตรวจทางรังสี หรือการเอกซเรย์ก็มักจะไม่พบความผิดปกติใด และตัวนักสู้เองจะถูกสั่งให้พักจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ

     ด้วยกติกาของการนับ 8 วินาที ในกีฬาการต่อสู้นั้นเอื้ออำนวยให้นักสู้ที่ถูกน็อคลงไปลุกขึ้นมาสู้ได้ต่อ แม้จะบาดเจ็บไม่มากนัก แต่นักสู้จะมีโอกาศได้รับการจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองสะสมอาการบาดเจ็บได้ในระยะยาว เป็นที่มาของอาการอย่าง CTE ( chronic traumatic encephalopathy ) หรือการบาดเจ็บของสมอง เพราะศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำอีกจากการปะทะที่รุนแรง หรือไม่มีความแรงมากก็ตามในกีฬา มวยไทย โดยทั่วไปจะไม่ปรากฏอาการใด ๆ ให้เห็นอย่างรวดเร็ว และใช้เวลาหลายปีกว่าอาการจะแสดง เบื้องต้นจะมีอาการสูญเสียสมาธิ ปวดหัว ความจำสูญหาย มีปัญหาในด้านการ เดิน การได้ยิน ในรายที่อาการหนักอาจพบกับ อาการ พาร์คินสัน เลยทีเดียว

3. การสู้ในสังเวียนกรง ปลอดภัยกว่าเวทีเชือก

    แม้ว่าการต่อสู้ในกรงเหล็ก 8 เหลี่ยมของ MMA นั้นจะมีภาพลักษณ์ที่ดูโหดร้าย และดุดันก็ตาม แต่ก็มีความปลอดภัยสูงกว่าการต่อสู้บนเวทีเชือกมาตรฐานหลายประการ เช่น มวยไทย ( Muay Thai ) มวยสากล เราอาจเคยเห็นเหตุการณ์ที่มีการพลาดตกลงมาจากเวทีเชือก เนื่องจากการเตะ หรือท่าการต่อสู้ ที่ผิดพลาดหลุดเข้า หรือข้ามไปเชือกไป แต่สำหรับเวทีกรงแปดเหลี่ยมนั้น ถือว่ามีความปลอดภัยแน่นอน ด้วยกรงที่สูงกว่าสองเมตรโดยเฉลี่ย เป็นไปไม่ได้เลยที่นักสู้จะพลาดตกลงมาได้ นอกเสียจากว่ามีการปีนขึ้นไปแล้วกระโดดลงมา นอกจากนี้ลูกกรงที่มีมาตรฐาน ในรายการแข่งขันใหญ่ต่าง ๆ จะมีการเคลือบลูกกรงโดย PVC เพื่อไม่ให้เกิดการบาดไปที่ตัวนักกีฬา

     เหตุการณ์ที่เราเคยเห็นในกีฬาการต่อสู้ มวยไทย ( Muay Thai ) มวยสากล หรือ MMA คือ การถูกน๊อค กลางอากาศ หรือล้มลงทำให้ หัวฟาดซ้ำลงไปที่พื้นเวที เป็นเหตุให้อาการบาดเจ็บมีอาการสาหัสกว่าเดิม หรือถึงแก่ชีวิตเลยทีเดียว การถูกน็อคอาจยับยั้งไม่ได้แต่ การเลือกใช้พื้นเวทีที่มีคุณภาพจะเป็นหนทางที่ช่วยลดอาการเจ็บโดยรวมของนักสู้ได้

   

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

น้ำมันมวย สำคัญอย่างไรกับ มวยไทย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

น้ำมันมวย สำคัญอย่างไรกับ มวยไทย

น้ำมันมวย สำคัญอย่างไรกับ มวยไทย

ถ้าพูดถึงเรื่องมวยกับยาทา ก็คงเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก น้ำมันมวย นั้นเอง แล้วรู้หรือไม่ว่า น้ำมันมวย นั้นมีความสำคัญอย่าไรกับ มวยไทย วันนี้เรามีคำตอบมาบอกถือว่าเป็นเกร็ดความรู้กันนะคะ

 

          ที่มาของ น้ำมันมวย ?

     น้ำมันมวย คือ น้ำมันกลิ่นฉุน ๆ ที่เรามักจะพบเห็นได้ในงานแข่งกีฬาต่าง ๆ ยิ่งโดยเฉพาะกีฬา มวยไทย โดยนักกีฬาจะใช้น้ำมันชนิดนี้ถูนวดตามร่างกายก่อนเริ่มแข่งขัน ซึ่งเราอาจจะเคยสงสัยกันว่า น้ำมันมวย จะมีสรรพคุณอย่างไร และมีส่วนประกอบใดบ้าง เราจะมาทำความรู้จักกับน้ำมันกลิ่นหอมฉุนนี้กัน

     น้ำมันมวย ได้รับการคิดค้น และผลิตจำหน่ายโดย “เทวกรรมโอสถ” เป็นสินค้าของคนไทยที่ร่วมสมัยมามากว่า 60 ปี ก่อเกิดมาจากกีฬามวยก่อนที่จะขยายตัวไปยังกีฬาชนิดอื่น ๆ แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันมวยมีชื่อเสียงโด่งดังคือ การเป็นผู้จารึกแชมป์มวยโลกคนแรกของไทยจนกลายเป็นประวัติศาสตร์

      จุดที่ทำให้ น้ำมันมวย นี้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง คือเมื่อ คุณทองทศนำพา โผน กิ่งเพชร ขึ้นชกชิงแชมป์โลกกับ ปาสคาล เปเรซ จนกลายเป็นแชมป์มวยโลก รุ่นฟลายเวท 112 ปอนด์ คนแรกของประเทศไทย เรื่องนี้ทำให้ค่าย มวยไทย ของเขาโด่งดังเป็นพลุแตก ซึ่งไม่ใช่เพียงค่าย มวยไทย เท่านั้น น้ำมันมวย สูตรพิเศษเฉพาะของค่าย ก็สะเทือนวงการเช่นเดียวกัน เพราะค่ายมวยอื่น ต่างคิดว่า น้ำมันนวดนี้ เป็นหนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จ จึงแอบหวังว่า หากนักชกในค่ายตนมีโอกาสได้ทา ถู นวด ก็อาจทำให้ได้แชมป์เหมือนกับเขาบ้าง พอทุกค่ายมวยต่างเอาไปพูดกันปากต่อปากจึงเกิดความต้องการน้ำมันมวยนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทางบริษัท เทวกรรมโอสถ เห็นโอกาสทางธุรกิจ

เลยนำน้ำมันนวดนี้ ไปปรับปรุงสูตรให้น่าใช้ยิ่งขึ้น

 

          น้ำมันมวย คืออะไร มีส่วนผสมอะไรบ้าง ?

     น้ำมันมวย เป็นภูมิปัญญาโบราณของคนไทยที่ประกอบไปด้วยตัวยาหลัก ๆ คือ เมทิลซาลิไซเลท เมนทอล และการบูร ทำงานออกฤทธิ์ส่งเสริมกันโดยเมทิลซาลิไซเลทจะออกฤทธิ์ร้อน และเมนทอลจะเย็น

 

           แล้วสำคัญอย่างไรสำหรับ มวยไทย ( muay thai ) ?

     เมทิลซาลิไซเลทจะออกฤทธิ์ร้อน และเมนทอลจะเย็น เมื่อเรานำ น้ำมันมวย มาทาบนผิวหนังก็จะรู้สึกทั้งร้อน และเย็นไปพร้อมกัน ทำให้สมองรู้สึกสับสนแล้วเบี่ยงเบนความรู้สึกจากอาการเจ็บปวดได้

     น้ำมันมวย มีกลิ่นที่ว่าจะหอมก็หอม หรืออาจจะรู้สึกเหม็นฉุนต่อใครหลายคน อีกทั้งยังมีฤทธิ์ร้อน และเย็นในขวดเดียวกันโดยนิยมใช้ทาลงบนผิวหนังทั้งก่อน และหลังเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย และยังใช้ในวงการสปา และการนวดบำบัดด้วยเช่นกัน

 

          วิธีใช้ น้ำมันมวย

     เดิมนั้น น้ำมันมวย จะมีแบบน้ำเพียงชนิดเดียว แต่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ และกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ทำให้มีผลิตภัณฑ์ น้ำมันมวย รูปแบบใหม่ ๆ แต่ทุกแบบจะใช้ทาหรือนวดบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย

  • ชนิดน้ำ เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักหน่วง เช่น มวยไทย  ฟุตบอล และเทนนิส เป็นต้น
  • ชนิดครีม เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายทุกประเภท รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่มีอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ ใช้ง่ายตัวยาไม่ร้อนเกินไป และไม่ระคายเคืองเมื่อสัมผัสผิว ทำให้เกิดความรู้สึกเย็นสบายกล้ามเนื้อผ่อนคลาย ระงับปวด ลดอาการตึงตัว และการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับการใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน เพื่อลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เคล็ด ขัดยอก ฟกช้ำ กล้ามเนื้อตึง หรือทาก่อน-หลังออกกำลังกาย
  • ชนิดสเปรย์ เหมาะสำหรับการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายทุกประเภท รวมทั้งบุคคลทั่วไปที่มีอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ แต่ชนิดนี้จะพกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกโดยไม่เลอะมือ

 

สรรพคุณของ น้ำมันมวย

  • บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากการเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกาย
  • ลดอาการฟกช้ำหรืออาการปวดที่บริเวณผิวหนัง เนื่องจาก น้ำมันมวย มีฤทธิ์ร้อนจะช่วยให้ผิวหนังบริเวณนั้นอุ่นขึ้น ใช้หลักการเดียวกับการประคบร้อนนั่นเอง
  • ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานดีขึ้น
  • ช่วยผ่อนคลายอาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และกลิ่นของเมนทอลจะทำให้รู้สึกสดชื่น
  • ช่วยยืดเส้น และลดระยะเวลาที่ใช้ในการอบอุ่นร่างกาย ( warm up ) ก่อนการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย

 

ข้อควรระวัง

1. น้ำมันมวย ไม่สามารถทดแทนการอบอุ่นร่างกายก่อนเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายได้ เพราะ น้ำมันมวย จะทำให้รู้สึกอุ่น หรือร้อนแค่บริเวณผิวหนังเท่านั้น ดังนั้น การใช้ น้ำมันมวย ควรใช้ควบคู่ไปกับการยืดเส้นยืดสายด้วยเช่นกัน

2. น้ำมันมวย ไม่สามารถรักษาอาการพลิก แพลงของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้อพลิก แพลงควรไปพบแพทย์

3. หลีกเลี่ยงการใช้ น้ำมันมวย ในบริเวณที่เป็นผิวหนังอ่อน ๆ เช่น ใกล้ ๆ ดวงตา ตามข้อพับต่าง ๆ เป็นต้น

4. ไม่ควรทา น้ำมันมวย แล้วใช้ผ้าพันเอาไว้

5. หากผิวหนังมีรอยแตก ผิวบางหรือมีรอยแผล ไม่ควรใช้ น้ำมันมวย ในบริเวณนั้นเนื่องจากตัวยาอาจจะถูกดูดซึมเข้าร่างกายมากเกินไปจนก่อให้เกิดอันตรายได้

6. ห้ามใช้ยานวดร่วมกับการประคบร้อน เพราะจะทำให้ผิวไหม้พองได้

7. สำหรับบางคนอาจจะแพ้ น้ำมันมวย ได้ หากใครใช้แล้วรู้สึกร้อนเกินไป มีผดผื่นขึ้น ผิวหนังไหม้พอง ควรหยุดใช้ และไปพบแพทย์ทันที

 

     น้ำมันมวย เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทยาแก้ปวดเมื่อยที่คิดค้นจากภูมิปัญญาไทย ซึ่งอยู่ดูแลผู้ออกกำลังกาย และผู้ใช้แรงงานไทยมาอย่างยาวนาน และอยู่คู่นัก มวยไทย มานานเช่นเดียวกัน เพราะมีประโยชน์มากเวลา ชกหรือขึ้น สังเวียนมวย เพราะลดอาการบาดเจ็บได้ดี

     จากข้อมูลที่เอามาให้อ่านนั้น ก็ไม่ได้หนีไปไหนจาก มวยไทย ( mauy thai ) เลยทีเดียว เพราะ น้ำมันมวย นั้น ก็มีประโยชน์ต่อทั้งนักมวย และคนทั่วไปที่เกิดอาการปวดเมื่อย หากท่านใดสนใจมาฝึก ต่อยมวย ก็สามารถมาหาเราได้ตลอดเวลาที่ jaroenthongmuaythairatchada หรืออีก 2 สาขา นั่นก็คือ สาขาศรีนครินทรื และสาขาข้าวสาร สะดวกที่ไหนไปที่นั่นได้เลยค่ะ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

เครื่องดนตรีประกอบ มวยไทย

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

มวยไทย จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมนักมวยถึงชอบใช้ถุงถ่วงน้ำหนัก หรือกระทั่งเวลาวิ่ง หรือเตะต่อย จะต้องมีถุงทรายถ่วงน้ำหนักตลอด วันนี้เราจะมาบอกเหตุผลว่าถุงถ่วงจำเป็นสำหรับ มวยไทย ขนาดไหน

 

     การออกกำลังกายนั้นมีหลากหลายรูปแบบ รวมถึงวิธีออกกำลังกายที่สามารถทำที่บ้าน และทำได้บ่อย ๆ ด้วยการใช้พื้นที่ภายในบ้านไม่มากนัก นอกเหนือจากเครื่องออกกำลังกายต่าง ๆ ที่ใช้ตามฟิสเนตหลากหลายชนิดแล้ว ยังมีวิธีออกกำลังกายด้วยถุงทรายถ่วงน้ำหนัก ซึ่งควรศึกษา และทำความเข้าใจกับท่าการออกกำลังกายให้ถูกต้อง จึงจะได้ประโยชน์กับร่างกายอย่างแท้จริง

 

          ถุงถ่วงน้ำหนัก คืออะไร ?

     ถุงถ่วงน้ำหนักถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของการออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อแขน และกล้ามเนื้อขา ด้วยการเอาถุงที่มีทรายบรรจุในถุงมาคล้องข้อมือ และข้อเท้าเพื่อถ่วงน้ำหนักไว้ โดยใช้หลักการในการเพิ่มกล้ามเนื้อ คือ ใช้แรงต้านถ่วงในการออกกำลังกายมีคล้องรัดปรับระดับให้กระชับได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มกำลังแขน และขา จึงทำให้เป็นที่นิยมอยู่ในตอนนี้

 

          ประโยชน์ของถุงถ่วงน้ำหนัก

  • ช่วยลดต้นขา ให้ขาเรียว กระชับสัดส่วน
  • ช่วยเพิ่มความทนทานให้กล้ามเนื้อ
  • เหมาะสำหรับนักกีฬา
  • ช่วยฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อหลังการผ่าตัด   
  • เพิ่มกำลังสร้างกล้ามเนื้อ แขน และขา
  • สามารถใช้กับผู้ที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ช่วยบำบัดให้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน     
  • ใช้ในการออกกำลังกายต่าง ๆ

 

          มวยไทย ( Muay thai ) จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนักเพื่ออะไร ?

1. เพิ่มกำลังให้กับร่างกาย

     การใส่ถุงถ่วงน้ำหนัก จะทำให้ร่างกายหนักขึ้น หรือหากใส่เป็นส่วน ๆ ก็จะหนักเป็นส่วน ๆ ไป เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ที่นักมวยสามารถ ต่อยได้ให้ครบกำหนด เพราะหากเราจะต่อยให้หนักขึ้น และสามารถรู้สึกได้เลยหลัง ถอดถุงถ่วงทราย แล้วลองต่อยกระสอบทรายอีกครั้ง จะเห็นผลทันทีว่า เราสามารถต่อยได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. เพิ่มความเร็วในการปล่อยอาวุธ แม่ไม้ มวยไทย ( Muay thai )

     แน่นอนว่าเราคงเคยเห็นในการ์ตูน ที่ฝึกวิชาแล้วมีถุงถ่วงน้ำหนัก เพื่อให้ร่างกายนั้นเบาขึ้น ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะ เวลาเรารับอะไรหนัก ๆ แล้ว พอปล่อยหรือถอดออกจะทำให้ร่างกายก็จะทำให้เบา และรู้สึกได้เลยว่าอาวุธที่ปล่อยออกไปนั้นเร็ว และไวขึ้นมาก

3. เพิ่มความแรงของอาวุธ มวยไทย ( Muay thai )

     ความแรงจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่เราถ่วง ว่าเราถ่วงมากน้อยแค่ไหน มวยไทย ( Muay thai ) เขาฝึกแบบนี้จริง ๆ ถ้าอยากจะให้อาวุธของเราแรงขึ้น ก็ยิ่งถ่วงเยอะ แต่จะเสียพลังงานมากพอสมควร

 

          ลักษณะการใช้ถุงทรายถ่วงน้ำหนัก

1. วิ่ง

     หากเราอยากจะวิ่งเพื่อให้ถ่วงน้ำหนักจริง ๆ เราถ่วงไปที่ข้อเท้า และวิ่งในระยะทางที่กำหนด จะสังเกตได้ว่านักมวยที่วิ่งแล้วใส่ถุงถ่วงน้ำหนัก จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ลดน้ำหนักเร็วขึ้น อึดขึ้น สามาระชกมวยได้อด และสร้างกล้ามเนื้อได้ดีมาก

2. กระโดด

     มวยไทย ( Muay thai ) จะต้องถ่วงน้ำหนักไปที่ข้อเท้า กระโดดเพื่อทำฟุตเวิรค์ เพื่อหาจังหวะการปล่อยอาวุธ เพราะฉะนั้นแล้วถุงถ่วงน้ำหนัก สามารถทำให้กระโดดได้เร็ว สูง และกระโดดฟุตเวิรค์ได้อย่างไม่เหนื่อยอีกด้วย

 

          ควรเลือกใช้น้ำหนักของถุงถ่วงน้ำหนักอย่างไร ?

     ถุงทรายข้อมือ และข้อเท้า มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม 3 กิโลกรัม และ 4 กิโลกรัม ซึ่งการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้เริ่มจาก 1 กิโลกรัม พอกล้ามเนื้อเริ่มชิน ก็ทำการเพิ่มเป็น 2 กิโลกรัม และเพิ่มต่อไปเรื่อย ๆ

 

          ข้อควรระวังในการใช้ถุงถ่วงน้ำหนัก

     การใช้ถุงถ่วงน้ำหนักก็ดี หรือ ชุดถ่วงก็ดี ต้องระวังถึงเรื่องกระดูก เพราะอาจจะทำให้กระดูกเคลื่อนได้ และหากเราถ่วงไปแล้วออกกำลังกายไม่รู้ลิมิตของตัวเองก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ถุงถ่วงเป็นผลดีในเรื่องของการเพิ่มความเร็ว เพิ่มความแรง ดังนั้น ต้องศึกษาให้ดีที่สุด

 

          ผลดีของการเล่น มวยไทย ( Muay thai )

1. ชกมวยได้ออกกำลังทุกส่วนของร่างกาย

     เป้าหมายของการต่อยมวยคือ ให้ทุกส่วนของร่างกายได้ใช้งาน นอกเหนือไปจากการกระตุ้นความแข็งแรงของร่างกาย และระบบไหลเวียนโลหิตแล้ว การชกมวยยังช่วยเพิ่มการฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องอย่าง การทรงตัว การทำงานประสานกันของอวัยวะ ปฏิกิริยาตอบโต้ และความคล่องตัว และยังสามารถเบิร์นไขมันได้ถึง 13 แคลลอรี่ใน 1 นาที การออกกำลังกายด้วยการชกมวยทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 200-400 แคลอรี่ในเวลาครึ่งชั่วโมง, ขึ้นสังเวียนชกมวย 30 นาทีเบิร์นได้ 400 แคลอรี่, ชกกระสอบทราย 30 นาที เบิร์นได้ 200 แคลอรี่, ชกกับคู่ซ้อม 30 นาทีเผาผลาญได้ 300 แคลอรี่

2. ชกมวยเผาผลาญพลังงานได้เร็วกว่า

     การชกมวยอาจเป็นทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายแบบ High-intensity Interval Training ( การออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูง ) เพราะการขึ้นชกใน 1 ยกคือ การใช้ร่างกายไปถึงระดับสูงสุด และการพักระหว่างยกคือการทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากความอ่อนล้าได้เร็วขึ้น เป็นทั้งการออกกำลังกายแบบที่ผสมผสานเผาผลาญพลังงานการใช้ออกซิเจน และไม่ใช้ออกซิเจนเข้าด้วยกัน การออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยให้สร้างความแข็งแรง ความรวดเร็ว มีพลังมากขึ้น และกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย เมื่อนำมาเทียบกับการวิ่ง หรือปั่นจักรยานจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า แต่ใช้เวลาน้อยลง

3. ชกมวยช่วยให้หน้าท้องแบบราบ

     อยากมีซิกซ์แพ็กชัด ๆ ลองเลิกซิทอัพแล้วหันมาต่อยมวยดูสิ เพราะการชกมวยจำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวสูงมาก ต้องบิดสะโพกเพื่อเพิ่มแรงส่งให้ออกหมัดได้หนักขึ้น และเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าการนอนซิทอัพกับพื้น เมื่อแกนกลางลำตัวแข็งแรง และเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น กล้ามท้องก็ไม่ไกลเกินฝันค่ะ

4. ชกมวยช่วยคลายเครียด

     เมื่อต้องเผชิญกับสารพัดปัญหามาทั้งวัน หรือทะเลาะกับแฟน ไม่พอใจเจ้านาย ลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน รู้สึกหงุดหงิดจวนระเบิด ก็เป็นการดีหากได้ขึ้นสังเวียนต่อยใครสักคน หรือชกกระสอบทรายระบายอารมณ์ออกมาบ้าง อะดรีนาลีน และฮอร์โมนต่าง ๆ ที่หลั่งออกมาระหว่างการใช้แรงจะส่งผลในทางที่ดีต่อร่างกาย การต่อยมวยจึงเป็นการระบายความเครียดที่ได้ผล และดีต่อสุขภาพ รวมไปถึงสารเอ็นโดฟินที่หลั่งออกมาก็ช่วยให้มีความสุขขึ้นด้วย

5. ชกมวยช่วยให้บุคลิกสง่างาม

     การชกมวยทำให้การใช้สมอง และร่างกายทำงานสอดประสานกันได้ดีขึ้น กระตุ้นให้การรับรู้ทางร่างกายทำงานดีขึ้น มีความคล่องตัว เพราะต้องใช้การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างตา และมือ ทุกครั้งที่ชกกระสอบทราย หรือชกกับเป้าล่อ ต้องใช้สมาธิในการพุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อให้เกิดการจดจำการเคลื่อนไหว ทั้งจังหวะการขยับเท้า และการออกหมัด ท้าทายการทำงานของกล้ามเนื้อ และจิตใจไปพร้อมกัน ทำให้มีความคล่องแคล่ว ว่องไว มั่นใจ บุคลิกก็สง่างามไปโดยปริยาย

 

     นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม มวยไทย ( Muay thai ) จำเป็นต้องมีถุงถ่วงน้ำหนัก เพราะการฝึกฝนเราต้องใช้พละกำลังเพื่อขึ้นชกต่อยมวย แถมตอนฝึกเราต้องฝึกให้หนักเข้าไปอีก เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของเรา ทั้งนี้หากใครอยากเรียนมวย ต่อยมวยก็สามารถติดต่อเรามาได้ตลอด และเรายังมีให้เลือกถึง 3 ที่นั่นก็คือ สาขารัชดา สาขาข้าวสาร และสาขาศรีนครินทร์ สะดวกที่ไหนแวะไปที่นั่นได้นะคะ เรามีบริการครบวงจรทั้งออกกำลังกาย และ มวยไทย ( Muay thai ) มาที่เดียวครบจบทุกรูปแบบ

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เครื่องดนตรีประกอบ มวยไทย

มวยไทย VS มวยสากล

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

กว่าจะเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

มวยไทย ( Muay Thai ) นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นกีฬาประจำชาติไทย เราเลยก็ว่าได้แต่การจะเป็นนักมวยนั้นไม่ได้ง่ายเลย และไม่ได้แค่ออก หมัด เป็นเท่านั้นมีหลากหลายองค์ประกอบวันนี้เรามาบอกเคล็ดลับกันกว่าจะเป็นนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) ได้

 

การชก มวยไทย ( Muay Thai ) อาจจะเห็นได้ในทีวี หรือตามค่ายมวยต่าง ๆ บอกได้เลยว่า การที่เราอยากจะเป็นแบบนั้น ก็ยากพอสมควรอยู่แล้ว แต่เส้นทางของการเป็นนักมวยนั้น ไม่ได้ง่ายเลยสักนิด ต้องเหนื่อย และเจ็บตัวมาก เป็นพิเศษ หลายปัจจัย ในการที่จะเดินในเส้นทางนี้ได้

 

 

เส้นทาง กว่าจะมาเป็น นักชก มวยไทย ( Muay Thai )

1 มีเทรนเนอร์ดี

สิ่งแรกคือการเคลื่อนไหวพื้นฐาน ที่เทรนเนอร์ จะสอนเบสิคเบื้องต้น ทั้งการเคลื่อนไหว การป้องกัน การยืนตำแหน่ง ยามอยู่บนเวที รวมถึงความแคล่วคล่องว่องไว

 

 

2 สภาพความฟิต

มองดูภายนอก คุณอาจเป็นนักกีฬาที่ดูดี แต่หากความฟิตไม่ถึง ทุกอย่างเป็นอันจบ การฝึกซ้อมด้วย การออกกำลังกาย อาทิ กระโดดเชือก วิ่ง ลุก นั่ง คือ แนวทางที่จะทำให้คุณ ไม่หมดแรงง่าย ๆ บนเวที

 

 

3 ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ

คือ แนวทางที่ช่วยป้องกัน อาการบาดเจ็บ ของกล้ามเนื้อ การวอร์มอัพ และโยคะ คือ วิธีการที่หลายคน อาจคาดไม่ถึง แต่ความจริงแล้ว มันสามารถช่วยให้ กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และฝึกสมาธิ ไปในตัวด้วย

 

 

4 ควบคุมอาหาร

หากคุณเป็นนักมวย ที่เตรียมขึ้นชก ในสังเวียน มวยไทย ( Muay Thai ) อาหารประเภทโปรตีน ( Protein ) คือ สิ่งที่ร่างกาย ต้องการมากที่สุด อาทิ ปลา ไก่ ไข่ เนย ถั่ว รวมถึงผักผลไม้ และไขมันที่เหมาะสมกับร่างกายอาทิ อะโวคาโด เป็นต้น

 

 

5 ยกระดับ การออกกำลัง

อีกหนึ่งขั้น ของการฝึกความอึด และอดทด การจะเป็นนักมวยที่ดี อย่าลืมว่าตลอดการชก ในสังเวียน มวยไทย ( Muay Thai ) ขาของคุณต้องเคลื่อนไหว อยู่บนเวทีตลอดเวลา ฉะนั้นจำเป็นต้องยกระดับ การออกกำลัง เพื่อเพื่อความอดทน

 

 

6 ฝึกฝนจิตใจ กีฬามวย

ไม่ใช่แค่การต่อสู้ ด้วยพละกำลังเท่านั้น แต่มันยังวัดถึง ความสามารถด้าน กระบวนความคิด การตัดสินใจ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เพียงเสี้ยววินาที นักมวยระดับโลก หลายคน อาทิ มูฮัมหมัด อาลี ,ฟลอยด์ เมเวทเธอร์ จูเนียร์ หรือกระทั่งสมรักษ์ คำสิงห์ มีความพิเศษเหล่านี้ ที่นำพาพวกเขา ไปสู่ชัยชนะได้

 

 

ปัจจัยหลัก ของนักชก มวยไทย ( Muay Thai ) เมื่อขึ้นชก บนเวที

1 การป้องกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็น นักมวยประเภท ไฟท์เตอร์ ( Fighter ) เดินหน้าสู้ หรือแนว บ็อกเซอร์ ( Boxer ) ที่อาศัยชั้นเชิง เป็นหลัก แต่หากไม่มีการป้องกันตัว ที่ดี หรือประมาท เกินไป ก็อาจถูกน็อคได้ง่าย ๆ สิ่งสำคัญ คือ ต้องพยามตั้งการ์ดป้องกัน ให้ได้ตลอดเวลา เมื่ออยู่บนเวที

 

 

2 ความเร็ว

แม้ว่าน้ำหนักหมัด ของคุณจะหนักแค่ไหน แต่หากไม่มีความเร็ว หรือช้า กว่าคู่แข่งเพียงแค่ หนึ่งสเต็ป คุณก็ไม่มีทาง ที่จะปล่อยหมัด ใส่คู่แข่งได้เลย นี่แหละคือความสำคัญ ที่ต้องเริ่ม จากการฝึกซ้อมอย่างหนัก

 

 

3 น้ำหนักหมัด

การมีหมัดที่หนัก และออกหมัดบ่อย ๆ บางทีก็ไม่จำเป็น เสมอไป เพราะหากคู่แข่ง ป้องกันอย่างถูกวิธี นั่นหมายความว่า แต่ละหมัดที่คุณออกไปนั้น คือ กำลังที่สูญเสีย ไปอย่างเสียเปล่า ฉะนั้น การหาจังหวะในการชก คือ อีกหนึ่งแนวทาง ที่จะทำให้คุณ เผด็จศึกคู่ชก เพราะบางที แค่หมัดเดียวเน้น ๆ ก็เพียงพอแล้ว

 

 

4 สัญชาตญาณ

จริงอยู่ที่การมี เทรนเนอร์ หรือพี่เลี้ยง จะวางแผนให้คุณ ก่อนขึ้นชก และระหว่างพักยก แต่เมื่อขึ้นออกไป ตะบันกับคู่แข่ง บนเวที คุณคือคน ที่กำหนด ทุกอย่าง บางทีอาจไม่มีเวลา คิดด้วยซ้ำ มันคือสิ่งที่อยู่ในตัวคุณ ที่หากมาถูกที่ถูกเวลา ก็สามารถพาคุณ ไปสู่ชัยชนะได้เช่นกัน

 

และทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือเส้นทาง สู่ความสำเร็จ ที่ใช้ได้ในทุก ๆ วงการ โดยเฉพาะวงการ มวยไทย ( Muay Thai ) แม้ว่าคุณอาจจะเป็นรอง ในเรื่องน้ำหนักหมัด หรือกระทั่งเชิงมวย แต่เชื่อได้เลยว่า หากคุณฝึกซ้อม มากกว่าคนอื่น ประตูสู่ชัยชนะ พร้อมเปิดต้อนรับคุณ อยู่อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

กระสอบทราย เพื่อนคู่ใจนักมวย

อาวุธมวยสุดทรงพลัง
 

กระสอบทราย เพื่อนคู่ใจนักมวย

กระสอบทราย เพื่อนคู่ใจนักมวย

กระสอบทราย เป็นอุปกรณ์การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) ที่สำคัญอย่างหนึ่ง วัสดุภายนอกทำด้วยผ้าใบหรือหนัง เพื่อป้องกันเจ็บจากการเตะ ต่อย แบ่งออกได้เป็น กระสอบทราย แบบแขวน และ กระสอบทราย แบบตั้งพื้น

 

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) คืออะไร ?

กระสอบทราย ( Sandbag ) คือ อุปกรณ์การซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) ที่สามารถทำได้ทั้งต่อย เตะ และการฝึกท่าต่าง ๆ ของมวยไทย และมวยสากล ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อ และยังช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงช่วยพัฒนา ความสามารถ ทั้งด้านการ เตะ ต่อย ให้แก่นักมวย ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกระสอบทราย ก็มีด้วยกัน 2 รูปแบบ ดังนี้

 

 

1 กระสอบทราย แบบแขวน ( Hanging sandbags )

เป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน มีราคาถูก แต่ปัญหาส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของการติดตั้ง ซึ่งมีความยุ่งยากมากกว่า ในการติดตั้งกระสอบทราย แบบแขวน จะต้องทำการติดตั้งอย่างน้อย 3 เมตร ทำให้การติดตั้ง ในพื้นที่ที่มีเพดานไม่สูง ไม่สามารถที่จะทำได้ และก่อนที่จะติดตั้งกระสอบทราย จะต้องยัดทราย หรือเศษผ้า ใส่ในตัวกระสอบก่อน หากเลือกเป็นทรายที่ยัด จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนัก และตะขอที่จะใช้แขวน เพิ่มเข้ามาอีก เพราะต้องคำนึงถึง ความแข็งแรง ความมั่นคง ที่สามารถรับน้ำหนักได้

 

 

2 กระสอบทราย แบบตั้งพื้น ( Floor standing sandbag )

เริ่มมีความนิยมมากขึ้น ในปัจจุบัน เนื่องจากมีขั้นตอน ในการติดตั้งง่าย ประหยัดเวลา ไม่ต้องยัดของใส่กระสอบ เนื่องจากระสอบทรายตั้งพื้น ส่วนใหญ่จะทำการบุฟองน้ำ และหุ้ม มาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำวางในพื้นที่ ที่ต้องการใช้ซ้อมได้เลย แต่ควรเผื่อพื้นที่ ไว้เล็กน้อยด้านละ 2 เมตร ( กระสอบทรายแบบตั้งพื้น มีความสูงไม่เกิน 2 เมตร ) และสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก

 

 

 

ถ้าหากเพื่อน ๆ อยากมี กระสอบทราย ( Sandbag ) สักอันไว้ฝึกซ้อมมวย หรือ ออกกำลังกาย ขอแนะนำกระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) น่าจะเหมาะสม สำหรับยุคปัจจุบัน เพราะเคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งง่าย ไม่สร้างความเสียหายแก่ตัวบ้าน ช่วยป้องกันการบาดเจ็บ จากการฝึกสอบ เพราะกระสอบทรายแบบตั้งพื้น จะไม่แข็งจนเกินไป มีการซับแรงในการ เตะต่อยแรง ๆ ด้วยคอสปริง ทำให้ลดอาการบาดเจ็บได้ ช่วยสร้างบรรยากาศ ในการฝึกซ้อม ทำให้รู้สึก เหมือนมีคู่ต่อสู้จริง เป็นการกระตุ้น ให้อยากออกกำลังกาย มากยิ่งขึ้น

 

ถ้าเลือก กระสอบทราย กันได้แล้ว มาดูกันดีกว่าว่า กระสอบทราย ให้ประโยชน์อะไร กับคุณได้บ้าง ?

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) ช่วยระบายความโกรธ ระบายความเครียด ใครเจอภาวะเครียดจากการทำงาน หรือ กำลังโกรธใครมาไม่รู้จะระบายยังไง ขอแนะนำให้กลับบ้าน มาสวมนวม ชก เตะ ถีบ กระสอบทราย เพื่อระบายอารมณ์ เมื่อคุณได้ปลดปล่อยพลัง ออกมาอย่างเต็มที่แล้ว ความเครียด ความโกรธ ทั้งหลายก็จะเบาลง

 

กระสอบทราย ( Sandbag ) ช่วยเรียกได้เหงื่อ ได้กล้ามเนื้อ ได้ร่างกายแข็งแรง การชก เตะ ถีบ กระสอบทราย ( Sandbag ) เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง การได้ออกแรงใช้พละกำลัง ทำให้ได้เหงื่อ ได้ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ไขมันรอบเอว ต้นขา ต้นแขน ก็จะหายไปด้วยจาก การออกกำลังกาย ยิ่งหากใช้เวลาอยู่กับมันสัก 1 ชั่วโมง จะเผาพลาญได้ประมาณ 800 กิโลแคลอรีเลยทีเดียว นอกจากร่างกาย จะแข็งแรงแล้ว การได้ชก เตะ ถีบ กระสอบทราย ยังเป็นการฝึก สมาธิอีกด้วย เพราะเราจะต้องมีจิตใจ จดจ่ออยู่ที่ กระสอบทราย ( Sandbag )

 

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ กระสอบทราย ( Sandbag )  มีดีกว่าที่คิดใช่ไหมละ ไม่ว่าจะกระสอบทรายแขวน ( Hanging sandbags ) หรือ กระสอบทรายตั้งพื้น ( Floor standing sandbag ) ก็เป็นหนึ่งในตัวช่วยในการฝึกซ้อม มวยไทย ( Muay Thai ) และเป็นการออกกำลังกายที่น่าลอง ถ้าพื้นที่ยังว่าง ลองหาซื้อสักอัน จะได้ออกแรง สร้างกล้ามเนื้อกันนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

อาวุธมวยสุดทรงพลัง
 

เครื่องดนตรีประกอบ มวยไทย

เครื่องดนตรีประกอบ มวยไทย

เครื่องดนตรีไทยถือว่ามีมาอย่างยาวนาน ซึ่งจะถูกนำมาใช้ในงานมหรสพต่าง ๆ เช่น งานบวช งานแต่ง ทำบุญบ้าน งานฌาปนกิจ หรือแม้กระทั่งการต่อย มวยไทย จนทุกวันนี้ไม่ว่าจะมีงานอะไรก็ต้องมีดนตรีประกอบในงานของคนไทยไปเสียแล้ว

 

     องค์ประกอบที่สำคัญ และเป็นส่วนสร้างบรรยากาศให้แก่การไหว้ครู และร่ายรำ มวยไทย รวมทั้งการแข่งขันชกมวยนั้น คือ วงดนตรีปี่กลองซึ่งมีจังหวะ และท่วงทำนองช้า และเร็วตามช่วงเวลาของการแข่งขัน เมื่อเริ่มไหว้ครูท่วงทำนองก็จะช้าเนิบนาบช่วยให้ลีลาในการร่ายรำไหว้ครูดูอ่อนช้องดงามเป็นจังหวะน่าชม และเมื่อเริ่มการแข่งขันเสียงดนตรีก็เริ่มมีจังหวะเร็วขึ้น บอกให้ผู้ได้ยินได้ชมรู้ว่าขณะนั้นนักมวยกำลังใช้ชั้นเชิงต่อสู้กันอยู่ในสังเวียน  และเมื่อถึงยกสุดท้ายจังหวะดนตรียิ่งเร่งเร้าขึ้น เร้าใจให้นักมวยได้เร่งพิชิตคู่ต่อสู้ และเร้าใจผู้ชมมวยรอบสนามให้ตื่นเต้นกับผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า จังหวะดนตรีจึงเป็นส่วนสร้างความรู้สึกของนักชก และผู้ชมรอบสนามให้สนุกสนานตื่นเต้นกับการแข่งขันได้อย่างน่าอัศจรรย์

     เครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบการแข่งขันชก มวยไทย มีชื่อเรียกว่า “วงปี่กลอง” มีนักดนตรีร่วมบรรเลงดนตรีโดยทั่วไปจำนวน 4 คนเครื่องดนตรีประกอบด้วยปี่ชวา 1 เลา กลองแขก 2 ใบ และฉิ่ง 1 คู่

 

          ปี่ชวา

     ทำเป็น 2 ท่อนเหมือนปี่ไฉน คือ ท่อนเลาปี่ยาวราว 27 ซม. ท่อนลำโพงยาวราว 14 ซม. เจาะรูนิ้ว รูปร่างลักษณะเหมือนปี่ไฉนทุกอย่างแต่มีขนาดยาวกว่าปี่ไฉน กล่าวคือ ปี่ชวาเมื่อสวมท่อนลำโพง และเลาปี่เข้าด้วยกันแล้ว ยาวประมาณ 38–39 ซม. ตรงปากลำโพงกว้างขนาดเดียวกับปี่ไฉน ทำด้วยไม้จริงหรืองา ส่วนที่ทำต่างจากปี่ไฉนก็คือ ตอนบนที่ใส่ลิ้นปี่ทำให้บานออกเล็กน้อย ลักษณะของลิ้นปี่เหมือนกับลิ้นปี่ไฉน ต่างแต่มีขนาดยาวกว่าเล็กน้อย แม้เราจะไม่รู้ที่มาของปี่ชวาแต่ชื่อของปี่ชนิดนี้บอกตำนานอยู่ในตัว และโดยเหตุที่มีลักษณะรูปร่างเหมือนปี่ไฉนของอินเดีย จึงเข้าใจว่าชวาคงได้แบบอย่างมาจากปี่ไฉนของอินเดีย เป็นแต่ดัดแปลงให้ยาวกว่า เสียงที่เป่าออกมาจึงแตกต่างไปจากปี่ไฉน เรานำปี่ชวามาใช้แต่เมื่อไรไม่อาจทราบได้แต่คงจะนำเข้ามาใช้คราวเดียวกับกลองแขก และเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้น ปรากฏว่าเรามี ปี่ชวาใช้ในกระบวนพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินแล้ว เช่น มีกล่าวถึงใน “ลิลิตยวนพ่าย” ว่า

“สรวญศรัพทพฤโฆษฆ้อง กลองไชย

ทุมพ่างแตรสังข์ ชวา    ปี่ห้อ”

     ซึ่งคงจะหมายถึง ปี่ชวา และปี่ห้อหรือปี่อ้อ ปี่ชวาใช้คู่กับกลองแขก ( ชวา ) เช่น เป่าประกอบการเล่นกระบี่กระบอง และประกอบการแสดงละครเรื่องอิเหนา ตอนรำกริช และใช้ในวงปี่พาทย์นางหงส์กับใช้ในวงดนตรีที่เรียกว่าวงปี่ชวากลองแขก หรือวงกลองแขกปี่ชวา วงเครื่องสายปี่ชวา และวงบัวลอย ทั้งนำไปใช้เป่าในกระบวนแห่ ซึ่ง “จ่าปี่” เป่านำ กลองชนะในกระบวนพยุหยาตราด้วย

 

          กลองแขก

     รูปร่างยาวเป็นกระบอก หน้าหนึ่งใหญ่ เรียกว่า “หน้ารุ่ย” กว้างประมาณ 20 ซม. อีกหน้าหนึ่งเล็กเรียกว่า “หน้าด่าน” กว้างประมาณ 17 ซม. หุ่นกลองยาวประมาณ 57 ซม. ทำด้วยไม้จริงหรือไม้แก่น เช่น ไม้ชิงชัน หรือไม้มะริด ขึ้นหนัง 2 หน้าด้วยหนังลูกวัว หรือหนังแพะ ใช้เส้นหวายผ่าซีกเป็นสายโยงเร่งเสียง โยงเส้นห่าง ๆ แต่ต่อมาในระยะหลังนี้คงจะใช้ไม่ได้ เนื่องจากหาหวายใช้ไม่สะดวก บางคราวจึงใช้สายหนังโยงก็มี สำรับหนึ่งมี 2 ลูก ลูกเสียงสูง เรียกว่า “ตัวผู้” ลูกเสียงต่ำเรียกว่า “ตัวเมีย” ตีด้วยฝ่ามือทั้งสองหน้าให้เสียงสอดสลับกันทั้งสองลูก กลองแบบนี้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า “กลองชวา” เพราะเข้าใจว่าเราได้แบบอย่างมาจากชวา ในวงปี่พาทย์ของชวาก็มีกลอง 2 ชนิดคล้ายกันนี้ แต่รูปกลองตอนกลางป่องโตมากกว่าของไทย เราคงจะนำกลองชนิดนี้มาใช้ในวงดนตรีของไทยมาแต่โบราณในกฎหมายศักดินามีกล่าวถึง “หมื่นราชาราช” พนักงานกลองแขก นา 200 และมีลูกน้อง เรียกว่า “ชาวกลองเลวนา 50” บางทีแต่เดิมคงจะนำเข้ามาใช้ในขบวนแห่นำเสด็จพระราชดำเนิน เช่น กระบวนช้าง และกระบวนเรือ และใช้บรรเลงร่วมกับปี่ชวาประกอบการเล่นกระบี่กระบอง เป็นต้น ภายหลังจึงนำมาใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ของไทย เมื่อครั้งนำละครอิเหนาของชวามาเล่นเป็นละครไทยในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น ใช้ในเมื่อละครรำเพลงกริช เป็นต้นต่อมานำมาใช้ตีกำกับจังหวะแทนตะโพนในวงปี่พาทย์ และใช้แทนโทนกับรำมะนา ในวงเครื่องสายด้วย

 

          ฉิ่ง

     เป็นเครื่องตีทำด้วยโลหะ หล่อหนา เว้ากลางปากผายกลม รูปคล้ายถ้วยชาไม่มีก้น สำรับหนึ่งมี 2 ฝา แต่ละฝาวัดผ่านศูนย์กลางจากสุดขอบข้างหนึ่งไปสุดขอบอีกข้างหนึ่งประมาณ 6 ซม. ถึง 6.5 ซม. เจาะรูตรงกลางเว้าสำหรับร้อยเชือก เพื่อสะดวกในการถือตีกระทบกันให้เกิดเสียงเป็นจังหวะ ฉิ่งที่กล่าวนี้สำหรับใช้ประกอบวงปี่พาทย์ ส่วนฉิ่งที่ใช้สำหรับวงเครื่องสายและวงมโหรี มีขนาดเล็กกว่านั้นคือ วัดผ่านศูนย์กลางเพียง 5.5 ซม.ที่เรียกว่า “ฉิ่ง” ก็คงจะเรียกตามเสียงที่เกิดขึ้นจากการเอาขอบของฝาหนึ่งกระทบเข้ากับอีกฝาหนึ่งแล้วยกขึ้น จะได้ยินเสียงกังวานยาวคล้าย “ฉิ่ง” แต่ถ้าเอา 2 ฝานั้นกลับกระทบประกบกันไว้ จะได้ยินเสียงสั้นคล้าย“ฉับ” เครื่องตีชนิดนี้ สำหรับใช้ในวงดนตรีประกอบการขับร้องฟ้อนรำ และการแสดงนาฏกรรม โขน ละคร

 

          การบรรเลงประกอบ มวยไทย ใช้เพลงอะไรบ้าง ?

  • เพลงประกอบการรำไหว้ครู มวยไทย ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันนัก มวยไทย ทุกคนจะรำไหว้ครู มวยไทย เพื่อระลึกถึงพระคุณครู มวยไทย ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ โดยบทเพลงที่ใช้ในช่วงการรำไหว้ครู มวยไทย คือ เพลงโยนในสะระหม่าไทย
  • เพลงในระหว่างชกยกที่ 1 จะใช้เพลงแขกเจ้าเซ็นสองชั้น
  • เพลงอัตราจังหวะสองชั้นทั่วไป เช่น แขกเชิญเจ้า พราหมณ์เข้าโบสถ์ หรือเพลงในอัตรา 2 ชั้น และชั้นเดียวใช้บรรเลงระหว่างยกที่ 2 ถึงยกที่ 5
  • เพลงเชิด ใช้บรรเลงในระหว่างการชกซึ่งใกล้หมดเวลาทาการแข่งขันในยกสุดท้าย ส่วนของหน้าทับกลองที่

ประกอบกับการบรรเลงคู่กับปี่ชวา โดยใช้กลองแขกบรรเลงนั้น ในวงปี่มวยนั้นจะมีการ แบ่งใช้หน้าทับดังต่อไปนี้

          - หน้าทับโยน ใช้บรรเลงประกอบกับเพลงโยนซึ่งขณะบรรเลงอยู่ในช่วงของการรำไหว้ครู มวยไทย

          - หน้าทับแขกเจ้าเซ็นสองชั้น ใช้เมื่อบรรเลงประกอบในเวลาทำการแข่งขันโดยจะตีหน้าทับเจ้าเซ็นไปตลอดไม่มีเปลี่ยน แม้ปี่ชวาจะบรรเลงเพลงใด ๆ ก็ตาม

           - หน้าทับเชิด ใช้บรรเลงในช่วงใกล้หมดเวลาในการแข่งขันยกสุดท้าย

     กล่าวได้ว่าการบรรเลงแต่ละครั้งจะเริ่มต้นที่การเป่าเพลงโยน ให้นักมวยไหว้ครู ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 นาที จากนั้นเมื่อระฆังตีให้สัญญาณการชกยกที่ 1 นักดนตรีปี่มวยจะบรรเลงเพลงแขกเจ้าเซ็น ซึ่งจะสามารถบรรเลงเพลงนี้ในทุก ๆ ยกจนถึงช่วง 1 นาทีสุดท้าย ธรรมเนียมปฏิบัติของการบรรเลงวงปี่มวยลุมพินีจะต้องเปลี่ยนเพลงบรรเลงไปเป็นเพลงเชิด ชั้นเดียว ซึ่งความหมายในการบรรเลงเพลงเชิดนั้นคือการแจ้งให้รู้เป็นสัญญาณว่าใกล้จะหมดเวลาในการแข่งขันชกมวย ในส่วนบทเพลงที่นักดนตรีปี่มวยลุมพินีบรรเลงในยกที่ 2 ถึง 4 และยกที่ 5 ในสองนาทีแรก เพลงไม่ได้ถูกกาหนดไว้ตายตัวว่าจะต้องใช้เพลงใดบรรเลง แต่โดยส่วนมากนักดนตรีปี่มวยสนามมวยลุมพินี เช่นจ่าสิบเอกช้อย เพิ่มผล สิบตรีสมนึก บุญจาเริญ พันโทเสนาะ หลวงสุนทร จ่าสิบเอกทวี ไทยพยัคฆ์ จะนิยมใช้เพลงในสาเนียงแขก ซึ่งมีอัตราจังหวะชั้นเดียวหรือ 2 ชั้น ซึ่งในบทเพลงสาเนียงอื่น ๆ นั้น สามารถนามาใช้ได้ไม่ได้ผิดแปลกอย่างใด ซึ่งเหตุผลที่ทาให้นักดนตรีปี่มวยลุมพินีนิยมการบรรเลงเพลงสาเนียงแขกนั้น มาจากการเริ่มต้นบรรเลงเพลงแรกในการแข่งขันยกที่ 1 เริ่มต้นด้วยเพลงแขกเจ้าเซ็น ซึ่งเป็นเพลงสาเนียงแขก จึงได้นิยมเลือกเพลงที่สาเนียงเดียวกันเป่าต่อไปยังยกต่อ ๆ ไปจนถึงจบ หรือเลือกเพลงลูกทุ่งหรือเพลงสมัยนิยมมาบรรเลงประกอบกับการชกมวย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

มวยไทย VS มวยสากล

กติกาสังเวียนมวยไทย

มวยไทย VS มวยสากล

มวยไทย VS มวยสากล

มวย เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ต้องมีทักษะการต่อสู้ โดยใช้ทุกส่วนของ ร่างกาย แต่มวยที่เรารู้จักกันนั้น มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ มวยไทย และมวยสากล เป็นกีฬามวยเหมือนกัน แต่จะมีความต่างกันอย่างไรบ้าง

 

     หลายคนคงมีความสงสัย ว่ามวยไทย และมวยสากล ที่รู้จักกันในบ้านเรานั้น มีการเล่น หรือกฎกติกาที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้เราเลยมาเทียบความแตกต่างกันให้ดูเลยค่ะ

     มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ( Martial Art ) และเป็นกีฬา ( Sport ) ประจำชาติ เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงในยุคปัจจุบัน เมื่อสมัยก่อนมีการฝึกฝน การต่อสู้ด้วยมือเปล่า เพื่อรบกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการรบระยะประชิดตัว  คนไทยจึงได้ฝึกหัดการ เตะ ถีบคู่ต่อสู้ เพื่อให้เกิดการได้เปรียบ

     กีฬามวยไทย เป็นกีฬาที่สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย ในการ ต่อสู้ ด้วยมือเปล่า จนได้รับการยอมรับว่าเป็น การต่อสู้ ที่ผสมผสานของศาสตร์ และศิลป์ได้อย่างสวยงาม ในปัจจุบันได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มวยไทยเป็นทั้งศิลปะการต่อสู้เพื่อป้องกันตนเอง ( Self defense ) และเป็นกีฬาสมัครเล่นหรืออาชีพ ( Amateur or professional )

 

          กติกาการแข่งขันมวยไทย

     กีฬามวยไทย สามารถใช้ได้ทุกส่วนของอวัยวะของร่างกาย และถือว่าอันตรายมาก ๆ ในปัจจุบัน นักมวย ต้องสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ สวมกางเกงขาสั้นสวมกระจับ สวมปลอกรัดเท้าหรือไม่ก็ได้ มวยไทยจะชกด้วยกันทั้งหมด 5 ยก โดยจะขึ้นชก 3 นาที พัก 2 นาที การแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คน กรรมการในการให้คะแนนข้างเวทีอีก 2 คน ให้คะแนนยกละ 10 คะแนน การแข่งจะแบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนัก

 

          การให้คะแนน

- ฝ่ายใดใช้ หมัด เท้า เข่า ศอก ถูกต้องตามกติกา กระทำคู่ต่อสู้ได้หนักหน่วง บอบช้ำ และรุกมากกว่าเป็นผู้ชนะ

- นักมวย ฝ่ายใด มีชั้นเชิงมวยไทย ในการ รุก รับ หลบ ตอบโต้ ได้ดีกว่าเป็นผู้ชนะ

 

          การฟาวล์

- หากผู้เล่นทำฟาวล์ ( foul ) ต้องตัดคะแนนตามที่ผู้ชี้ขาดสั่งให้ตัดคะแนน

- ถ้าผู้ตัดสินเห็นการฟาล์วอย่างชัดเจน แต่ผู้ชี้ขาดไม่เห็น ผู้ตัดสินสามารถตัดคะแนนตามความเหมาะ พร้อมระว่าทำฟาวล์ด้วยเหตุผลใด

 

     มวยสากล ( Boxing ) หรือที่เรียกในยุคแรกว่า "มวยฝรั่ง" เป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมาแต่โบราณ สู้กันด้วยหมัดทั้ง 2 ข้าง โดยเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของทหารในสนามรบ และกลายเป็นเกมกีฬาในการแข่งขันโอลิมปิกยุคโบราณ ไม่จำกัดน้ำหนัก ไม่สวมที่ป้องกันตัว ใช้เพียงหมด ไม่มีกฎกติกามากนัก แต่นักมวยต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมดทั้งตัว ในปี 2236 เจมส์ ฟิกซ์ ( James Figg ) ผู้ชนะการแข่งขัน จนได้รับให้เป็น ” บิดาแห่งมวยสากล ” ได้กำหนดกฎกติกาขึ้นมา จนมีคนอื่น ๆ ที่ชนะการแข่งขัน แล้วสร้างนวมตามมา และได้พัฒนามาเป็นเกมกีฬาที่กติกาในปัจจุบัน

 

          กติกาการแข่งขันมวยสากล

- จำนวนยกในการแข่งขัน การขึ้นชกจะแบ่งเป็น 12 ยก เวลา 3 นาที หยุดพักระหว่างยก 1 นาที สู้จนครบ 12 ยก แล้วจะรวมคะแนนว่าใครชนะ

-  กรรมการ การแข่งขัน มีกรรมการให้คะแนนชี้ขาด 3 คน กรณีกรรมการ 3 คนให้ชนะ 1 เสมอ 2 จะดูผลคะแนนกรรมการที่ให้เสมอ 2 ยกหลังเท่านั้น ( บางหนกรรมการห้ามบนเวทีก็มีสิทธิ์ให้คะแนนด้วย )

- การตัดสิน สามารถน็อคเอาท์ ( Knockout ) คู่ต่อสู้ได้ เมื่อทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นเวที หรือยืนพับหมดสติอยู่กับเชือก ไม่สามารถที่จะชกต่อ หรือป้องกันตัวได้อีกภายใน ๑๐ วินาที ระหว่างที่กรรมการนับ จะถือว่าชนะทันที

- การให้คะแนน ยกหนึ่งมี 10 คะแนน เมื่อหมดเวลา 1 ยก กรรมการจะให้คะแนน ผู้ที่ชกดีกว่า 10 คะแนน และให้คะแนนผู้เสียเปรียบลดน้อยลงไปตามลำดับความเสียเปรียบในยกนั้น ถ้าชกพอกันจะให้ 10 คะแนนเท่ากัน

- ฟาวล์ ( foul ) หากกรรมการเตือนนักชกคนใดว่าทำฟาวล์ จะถูกหักคะแนน 1 คะแนน โดยจะให้สัญญาณมือแก่กรรมที่ให้คะแนน

 

     มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว แตกต่างจากมวยสากล ที่นอกจากจะใช้หมัดชกคู่ต่อสู้แล้ว ยังใช้เท้า และศอกต่อสู้ได้ แต่มวยสากลจะใช้ได้แค่หมัดอย่างเดียว และจำนวนยกที่ต่างกัน มวยไทยจะชก 5 ยก มวยสากลจะชก 12 ยก แต่ถึงจะมีความต่างกันอย่างไร มวยทั้ง 2 ชนิด ก็ยังเป็นกีฬาที่ช่วยฝึกฝนความอดทน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

ผู้หญิงกับมวยไทย

ฝึกมวยมือใหม่ ควรเตรียมอะไรบ้าง

ฝึกมวยมือใหม่ ควรเตรียมอะไรบ้าง

 

 

หากจะพูดถึงการซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับการฝึกมวยไทย ข้อจำกัดมีไม่มาก หลักๆ คือเรื่องงบประมาณในกระเป๋าสตางค์ ผู้เรียนหน้าใหม่บางคน อาจจะเริ่มต้นด้วยของใช้ จำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเติมตามความจำเป็น ในขณะที่บางคน เริ่มต้นก็ต้องจัดเต็มไว้ก่อน ต้องมีให้ครบไม่ปะปนกับใคร ซึ่งอย่างที่บอกว่ามันก็ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ รวมถึงความพอใจ นอกจากนี้การไปออกกำลังกาย สำหรับบางคน ก็มีเรื่องของแฟชั่น เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

 

 

เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าอุปกรณ์จำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ที่ริเริ่มฝึกมวยมีอะไรกันบ้าง

 

 

1 นวม ( Punching Mitts )

นวม ( Punching Mitts ) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันปกป้องมือของเราเองและคู่ซ้อม ที่ยิมอาจจะมีนวมไว้บริการอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ทุกคน จำเป็นต้องมีนวมของตัวเอง คือเรื่องสุขอนามัย และความคุ้นเคย หากต้องการซื้อนวม ควรไปลองด้วยตัวเอง เพราะมันต้องพอดีกับมือ ใช้วัสดุที่ดีเพื่อปกป้องมือของเราได้ นั่นเรื่องสำคัญเลย

 

 

2 กางเกงมวย ( Boxing shorts )

อย่าได้คิดที่จะไป คลาสเรียนมวยไทย โดยใส่กางเกงขาสั้นอะไรก็ได้ ไปหากางเกงมวยไทยมาใส่จะดีกว่า เพราะกางเกงมวย ( Boxing shorts ) ออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่ โล่งโปร่งบริเวณต้นขา และขาหนีบ เพื่อให้ยกแข้ง ยกขาเตะได้ถนัด นอกจากจะเลือกแบบที่ถูกใจ ไซส์ที่เหมาะสมแล้ว สำหรับคุณสุภาพสตรีก็อย่าลืม ใส่กางเกงชั้นใน แบบขาสั้นแนบเนื้อ ไว้ด้านใน เพราะด้วยความที่กางเกงมวย ( Boxing shorts ) ขามันบานนี่ล่ะ อาจจะทำให้มองเห็น เข้าไปถึงข้างในทีเดียว

 

 

3 ฟันยาง ( Rubber teeth )

ฟันยาง ( Rubber teeth ) ช่วยปกป้องฟันของคุณ เมื่อถูกกระแทก ปัจจุบันมีฟันยาง ( Rubber teeth ) ที่ทำจากวัสดุหลากหลายชนิด แต่ชนิดที่ดีที่สุด สำหรับมือสมัครเล่น คือฟันยางแบบ boil and bite ซึ่งต้องต้มให้ร้อน และกัด เพื่อให้พอดีกับปาก ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยที่สุด สำหรับฟันยางประเภทนี้ คือบางทีมันก็ไม่พอดี กับขนาดช่องปากตลอดเวลา นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักกีฬามืออาชีพเลือกใช้งานฟันยาง แบบสั่งทำเฉพาะ จึงมีขนาดตรงกับช่องปาก ของแต่ละคนแบบเป๊ะ ๆ ถ้าคุณยังไม่คิดจะลงทุน ใช้ฟันยางแบบสั่งทำ สำหรับการเริ่มต้น แต่อย่างน้อยก็ควรลงทุน ซื้อฟันยางสักอัน เพื่อปกป้องฟันของคุณเอง เพราะฟันแท้มีได้แค่ครั้งเดียวนะคะ

 

 

4 แองเกิล ( Ankle )

ในภาษามวยเขาเรียก ทับศัพท์ตามภาษาอังกฤษว่า แองเกิล ( Ankle ) หน้าตาคล้ายถุงเท้า แต่เปิดส้นเท้า และนิ้วเท้า จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็น อันดับแรก ๆ ที่ต้องลงทุนซื้อ แต่นักมวยบางคนบอกว่า มันช่วยซัพพอร์ตข้อเท้าได้ ในขณะที่บางคนก็ว่าไม่ช่วยอะไรเลย แถมยังลื่น และอึดอัด แต่ทั้งนี้บางสนามแข่งขัน มีกฎบังคับให้ใส่ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบกันไป

 

 

5 ผ้าพันมือ ( Cotton Hand Wrap )

มือของคุณประกอบด้วย กระดูกเล็ก ๆ 27 ชิ้น ซึ่งการพันมือ จะช่วยปกป้อง กระดูกเหล่านั้น รวมถึงเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนโดยรอบ อีกทั้งยังทำให้นิ้ว และข้อมือ ไม่ขยับเขยื้อนไปใน ตำแหน่งที่อาจทำให้เกิด การบาดเจ็บเวลาออกหมัด ลงทุนซื้อผ้าพันมือคุณภาพดี จะช่วยยืดอายุ การใช้งานได้นานกว่า แถมปกป้องมือ ได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

6 สนับแข้ง ( Warrix )

สนับแข้ง ( Warrix ) ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันส่วนหลังเท้า และหน้าแข้ง ซึ่งในคลาสเรียนชั่วโมงแรก ๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นเท่าไหร่ แต่ในไม่ช้าเมื่อต้อง เริ่มเล่นเชิงจับคู่ซ้อม มันจะเข้ามามีบทบาททีเดียว สนับแข้ง ( Warrix ) มีหลายขนาดด้วยกัน ไม่ว่าจะซื้อหรือใช้ของที่ยิม ก็ควรลองใส่ และเลือกไซส์ ที่เหมาะสม

 

 

7 เสื้อผ้า

ผู้ชายส่วนใหญ่จะชอบใส่ เพียงกางเกงมวยซ้อม แต่ส่วนสาว ๆ ก็ต้องหาเสื้อกีฬาที่เหมาะสม ควรเลือกเสื้อที่ระบายเหงื่อ แห้งเร็ว ใส่พอดีตัวและสบาย ถ้าไม่มั่นใจเรื่องเนื้อผ้า ก็ให้เลือกซื้อเสื้อ ที่ทำขึ้นสำหรับการ ฝึกมวยไทยโดยเฉพาะ และเลือกซื้อสปอร์ตบรามาใส่ด้วย เพราะมันช่วยซัพพอร์ตหน้าอก ได้กว่าบราทั่วไป และยังระบายอากาศได้ดีกว่าอีกด้วย

 

 

8 น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil )

เชื่อไหมว่า ไอเท็มจำเป็นที่เป็นเคล็ดลับ ของนักมวยไทย แทบทุกคนคือ น้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) โดยมักจะใช้นวดเพื่อวอร์ม และกระตุ้นกล้ามเนื้อ ก่อนทำการฝึกหรือแข่งขัน อีกทั้งยังช่วยให้ตื่นตัว ความร้อนจะเปรียบเสมือน เป็นยาแก้ปวดเมื่อย และคลายเส้นไปในตัวด้วย นอกจากข้อดีต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว นักมวยอาชีพบอกว่า การทาน้ำมันมวย ( Muay Thai Oil ) ยังช่วยให้ดูน่าเกรงขาม เพราะความมันวาว ที่เกิดจากการทาน้ำมัน ลงบนกล้ามเนื้อนั่นเอง

 

 

9 ผ้าขนหนู ( Towel )

คงไม่มีใครอยากโดนเหงื่อจากตัวคนอื่น กระเด็นมาโดนในระหว่างการซ้อมหรอกนะ ดังนั้นถ้าคุณเป็นคนเหงื่อออกง่าย ให้วางผ้าขนหนู ( Towel ) ไว้ใกล้ ๆ ตัว เพื่อเช็ดเหงื่อระหว่างช่วงพัก ซึ่งมันจะดีมากสำหรับคู่ซ้อมของคุณ และตัวคุณเอง ดังนั้น พกผ้าขนหนู ( Towel ) ติดตัวไว้เสมอ และหลังจากซ้อมเสร็จแล้ว หากจะอาบน้ำที่ยิม ก็อย่าลืมพกผ้าขนหนู ( Towel ) อีกผืนไปเช็ดตัวหลังอาบน้ำด้วยล่ะ

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

อาวุธมวยสุดทรงพลัง

 

ลดน้ำหนักในเเบบฉบับนักมวย

ลดน้ำหนักในเเบบฉบับนักมวย

สำหรับ ใครๆ หลายทาน ที่หาวิธี ลดน้ำหนัก หรือ การออกกำลังกาย ที่ทั้ง สนุก สุดมัน ได้ทั้ง เหงื่อ ได้ทั้ง ความสนุก เรา จะมาแนะนำ การออกกำลังกาย ที่ทำให้ คุณ รู้สึก สนุกแถมได้ ลดน้ำหนัก ได้หุ่นที่ดีอีกด้วยนะ นั้น คือ มวยไทย

           

            สำหรับ หนุ่ม สาว ทาน ใดที่หา วิธีลดน้ำหนัก หรือ หา การออกกำลังกาย ที่สนุก ได้เหงื่อ แถม หุ่นดี เราแนะนำ มวยไทย มวยไทย เป็นกีฬา หรือ กิจกรรม การออกกำลังกาย ที่จะช่วยในเรื่อง ของร่างกาย พละกำลัง และ การลดน้ำหนัก ได้เป็นอย่างดี และ แถม ให้เรา สามารถ ก้าวข้ามขีดจำกัด ให้กับร่างกาย ของเราได้เป็นอย่างดี เพราะ มวยไทย เป็นการ ทำกิจกรรม ออกกำลังกาย ที่จะต้อง ใช้ ทุกส่วนของร่างกาย ของเรา ไม่ว่า จะเป็น บริเวณ ศีรษะ ลงไปถึง เท้า ของเรากันเลย ถือได้เลย ว่า เป็นการ ออกกำลังกาย ทุกส่วน ของร่างกาย ของเรา ได้ดี และ ได้เพิ่ม พละกำลังให้กับร่างกาย ของเราได้อีกด้วย มวยไทย ไม่ใช้ แค่ กิจกรรมออกกำลังกาย อย่างเดียว ยังเป็นศิลปะ การป้องกันตัว ไปในตัวได้อีกด้วย ด้วย ท่าทาง หรือ การฝึก ที่ ดุเดือด ถ้าเรา หมั่นฝึกมวยไทย หรือ ซ้อมมวยไทย เป็นประจำ ทุกวันแล้ว เราจะสามารถ เอาการฝึก หรือ การซ่อม มาเป็นการป้องกันตัว ได้ด้วยเช่นกัน

            สำหรับ การออกกำลังกาย โดยการ ทำกิจกรรม มวยไทย นั้น เราจะมาการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ในแบบฉบับ ของ นักมวย ว่า เขา ออกกำลังกายกันแบบไหน ถึงได้หุ่น ที่ดี กล้ามหน้าท้องที่ สวยงาม ซึ่ง เป็นความฝัน ของ หนุ่มๆ สาวๆ หลายๆ ทานที่อยากมีหุ่นที่ดี สวยงาม กล้ามหน้าท้อง ที่แข็งแรง เราจะมา แนะนำ การ ออกกำลังกาย และ การลดน้ำหนัก ในแบบฉบับ ของ นักมวย

 

  1. เริ่มง่ายๆในการออกกำลังกาย อย่างต่อเนื่อง การที่เราออกกำลังกาย นั้น แน่นอนว่า จะสามารถ ช่วยลดน้ำหนักให้เราได้เป็นอย่างดี แต่ นักมวย นั้น การทำกิจกรรม ออกกำลังกายนั้น เขาทำกันอย่างสม่ำเสมอ การที่เรา ซ้อมมวย หรือ ทำกิจกรรม การชกมวยนั้น เราควรออกให้ได้ อย่างน้อย 45 – 60 นาที ต่อวัน ให้เรานั้น เลือกการ ออกกำลังกาย ในหลายๆ แบบ กิจกรรมของการออกกำลังกาย ทำกันสลับกันไป
  2. การควบคุมอาหาร หรือ การเลือกกินอาหาร หลักๆ ในการลดน้ำหนัก นั้น หลักๆ เลย คือการ รับประทานอาหาร ถ้าเราออกกำลังกาย มาหนักแค่ไหน เรารับประทาน อาหาร แต่พวกไขมัน หรือ อาหาร ที่ทำให้เราอ้วน ในปริมาณที่มาก แล้วละก็ การออกกำลังกาย ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการ ลดน้ำหนัก เพราะ เราออกกำลังกาย เสียแคลอรี่ไป แต่ เราก็รับประทานอาหาร ที่มีปริมาณมาก หรือ เยอะจนเกินไป เราก็ รับแคลอรี่ สู่ร่างกาย ของเราอยู่ดี ดังนั้น การเลือกกิน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ของนักมวย การที่ เราจะรับประทานอะไรนั้น เราควรเลือกอาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย ของเรา และ ควรกินอาหาร ในปริมาณ ที่พอดี พอเหมาะ ไม่มาก หรือ น้อยจนเกินไป และ การออกกำลังกาย ในการสร้างกล้ามเนื้อ เราควรเลือกกิน อาหาร จำพวก โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อไก่ อกไก่ หรือ กินเวย์โปรตีน เพื่อช่วยในการ เสริมสร้างโปรตีนให้แก่ร่างกายของเรา นั้นเอง
  3. การเพิ่มขัดจำกัดให้กับร่างกายของเรา ในการที่เรา จะลดน้ำหนัก ในแบบฉบับ นักมวยนั้น แน่นอนว่า นักมวย เขาออกกำลังกาย หรือ ฝึกซ้อมกันมวย กันอย่างหนัก ในการซ้อมแต่ละครั้ง เพราะ การซ้อม ของนักมวยนั้น คือการซ้อม ในการ เพิ่มขัดจำกัดให้กับร่างกาย เพื่อ ทำให้ร่างกาย แข็งแรง และ มีพละกำลังให้ มากขึ้นไป ล้มคู่ต่อสู้ ในสังเวียนให้ได้ แต่ สำหรับ คนที่อยาก ออกกำลังกาย หรือ การเลือก ลดน้ำหนัก ในการ ฝึกการซ้อมมวยนั้น วิธีการที่เราจะก้าวข้าม ขัดจำกันร่างกายของเรา เราก็ต้องหมั่นฝึกซ้อม มวยเป็นประจำทุกวัน ขยัน อดทน และ ที่สำคัญ ในการ ซ้อมแต่ละครั้ง เราควรที่จะ ลองเพิ่ม จำนวนการซ้อม จำนวนการ ทำกิจกรรม การออกกำลังกาย ให้มากขึ้น ค่อยๆเพิ่มๆ ค่อย ปรับ ให้ร่างกาย ของเรา ได้ปรับตัวให้ทัน ในการออกกำลังกาย ถ้าเราทำแบบนี้ไปเลื่อยๆ เพิ่มรอบการวิ่ง เพิ่มรอบการชก  เพิ่มการซ้อม ให้มากขึ้นเลื่อยๆ เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถ ก้าวข้ามขัดจำกัด ของตัวเองและร่างกาย ของเรา และยังสามารถ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ ให้กับร่างกาย เราได้มากอีกด้วย

 

ในการออกกำลังกาย นั้น แน่นอนว่าจะช่วย ในเรื่อง สุขภาพของเราได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การทำให้ร่างกาย ของเราแข็งแรง แต่เราก็ควรที่จะ  พักผ่อน ให้เพียงพอ อย่างหักโหม ร่างกาย ของเรามากขนเกินไป ไม่งั้น การที่เราทำอะไร เกินตัว หรือ ทำอะไรมากเกินไป อาจส่งผลเสียให้กับร่างกาย ของเราได้นั้นเอง

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

นักมวยลดน้ำหนักกันอย่างไร

การคาร์ดิโอ้สวย ๆ ด้วยมวยไทย

อาวุธมวยสุดทรงพลัง

อาวุธมวยสุดทรงพลัง

ศิลปะการต่อสู้ ที่ขึ้นชื่อของไทยนั่นคือ มวยไทย ( Muay Thai ) ที่ใช้เพียงแค่มือเปล่า เท้าเปล่า เข่า และข้อศอก ก็สามารถเล่นงาน คู่ต่อสู้ได้อยู่หมัด มาดูกันว่า อาวุธโจมตีชนิดใด ในมวยไทยที่หนักหน่วง รุนแรง และอันตรายมากที่สุด

 

ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ก็แค่มือเปล่า เท้าเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่า อาวุธทั้ง 8 นี่แหละ ที่มีความหนักหน่วง รุนแรง และอันตรายแตกต่างกัน มาดูกันว่าอาวุธไหนอันตรายที่สุด

 

 

อาวุธที่ 1 : หมัด

 

     ขอเริ่มจาก ( หมัด ) ซึ่งเป็นอาวุธมวยไทย ที่ใช้บ่อย และมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ มวยสากลสมัครเล่น และ มวยสากลอาชีพ เพราะนักมวยไม่สามารถใช้ เท้า เข่า ศอก ได้อย่าง มวยไทย ( Muay Thai ) ดังนั้น นักมวยสากล จำเป็นต้องมีทักษะ ในการใช้หมัด หลากหลายแบบ โดยหมัดนั้น จะใช้แรงส่งจาก หัวไหล่ สะโพก และ ขา มายังกำปั้น เพื่อหวังโจมตีระยะกลาง และหนักแน่นพอ ที่จะล้มคู่ต่อสู้

 

การปล่อยหมัด ที่ทำน้ำหนักได้ดีสุด คือ การใช้ หมัดตรงหมัดหลัง นักมวยจะใช้ การบิดไหล่ข้างถนัด โน้มไปข้างหลังเล็กน้อย เพื่อทำให้เกิด แรงส่งจากสะโพก ลำตัว หัวไหล่ ที่มากกว่าหมัดตรงธรรมดา ออกไปยังเป้าหมาย แล้วดึงหมัดกลับมา ในท่าจดมวยเดิม

 

ความอันตราย ของการใช้หมัด ถือว่าไม่ได้รุนแรงเท่า ศอก เข่า เท้า เพราะหมัด จะต้องอาศัยกล้ามเนื้อ บริเวณหัวไหล่ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อ ส่วนที่ไม่ได้ใหญ่มาก น้ำหนัก และความแรง จึงไม่อาจเทียบเท่ากับส่วนอื่น ๆ

 

 

อาวุธที่ 2 : ศอก

 

อาวุธต่อมา ศอก เป็นอาวุธโจมตี ที่ใช้พื้นที่น้อย แต่กลับมีอันตรายมากสุด และทุกคนต่างลงความเห็น เป็นเสียงเดียวกันว่า ศอก คือ อาวุธที่อันตราย มากสุดของ มวยไทย ( Muay Thai )

 

 

ทำไม ศอก ถึงอันตรายที่สุด นั่นก็เพราะว่า อาวุธศอก มีพื้นผิวสัมผัสน้อย ยิ่งพื้นที่การตีน้อย และรวดเร็ว จึงเกิดค่าความดันที่สูงมาก และศอกยังเป็นบริเวณ ที่แหลมคม มีความแข็งของกระดูก

 ทำให้เกิดแผล บริเวณใบหน้า ได้ง่ายกว่าอาวุธทุกชนิด เมื่อโดนแรงจากปลายศอก เข้าไปกระทบผิวหนังใบหน้า ความดันที่มีค่าสูงจึง ส่งผลให้เกิดแผลแตกได้ง่าย และทำให้สมองมึนงงไปจนถึงขั้นสลบ จนสามารถทำให้ ชนะน็อคเอาท์ได้ หรือหากเป็นแผลแตก เหนือเบ้าตา จะส่งผลต่อการมอง เห็นของนักมวยอีกด้วย

 

 

 

อาวุธที่ 3 : เข่า

 

เข่า เป็นอาวุธมวยไทย ที่มีความหนักหน่วง เนื่องจากใช้แรงส่งจากสะโพก โดยใช้ส่วนของ หัวเข่าด้านหน้า หรือ ด้านข้างหัวเข่า ซึ่งเป็นมุมแหลม และแข็งแรง เข้าปะทะในส่วนนิ่ม ของร่างกาย เช่น หน้าขา ท้อง ชายโครง ลำตัว หน้าอก หรือแม้แต่ปลายคาง

 

ถึงแม้ว่า เข่า จะมีความหนักหน่วง มีเหลี่ยมของเข่า ที่กระแทกเข้าที่ส่วน ลำตัวของร่างกาย แต่เข่าไม่ใช่อาวุธที่อันตรายสุด เพราะส่วนมากแล้ว ร่างกายของนักมวยไทย ถูกฝึกฝนกล้ามเนื้อ ให้แข็งแรง ทนทาน พร้อมรับน้ำหนัก และแรงกระแทกจากเข่าอยู่แล้ว

 

 

 

อาวุธที่ 4 : เท้า

 

อาวุธสุดท้ายคือ เท้า เป็นอาวุธโจมตีระยะไกล และถือเป็น อวัยวะสำคัญสำหรับ การชกมวยไทย ( Muay Thai ) ทั้งในจังหวะรุก และรับ แถมยังมีพลังโจมตี มากพอที่จะทำให้ คู่ต่อสู้น็อคเอาท์ได้ทันที ในชั่วพริบตาหากโดนเตะ เข้าที่ก้านคอ เนื่องจากบริเวณของต้นคอ เป็นศูนย์รวมระบบประสาท ที่เป็นส่วนที่สำคัญ นอกจากเท้าแล้ว มีอีกอย่างที่น่ากลัวคือ แข้ง เพราะมีน้ำหนัก และความรุนแรง หากใครโดนก็เหมือน ถูกท่อนไม้ตีเลยทีเดียว

 

อาวุธเท้าในมวยไทย มีความแรงเกิดจากแรงขา และการหมุนของสะโพก สามารถโจมตีได้หลายแบบ นอกเหนือจากเตะก้านคอ ยังใช้เตะตัด เตะเฉียง การถีบ ดังนั้น การเตะที่ดีต้องอาศัยจังหวะ ความเร็ว การทรงตัว การเคลื่อนที่ที่ดี เพื่อให้การเตะ นั้นออกมาสมบูรณ์

 

 

คราวนี้เพื่อน ๆ ก็รู้กันแล้วใช่ไหมคะว่า ศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ( Art of Eight Limbs ) 2 หมัด - 2 ศอก - 2 เข่า - 2 เท้า อันไหนอันตรายที่สุด รู้แล้วก็ระมัดระวังกันด้วยนะคะ แต่หากใครอยากลองฝึกฝนอาวุธเหล่านี้ดู ก็ลองค้นหายิมมวยใกล้บ้าน และเข้าไปลองพูดคุยดูนะคะ

 

 

 

 

 

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

มวยกรง บนสังเวัยน 8 เหลี่ยม

มวยไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน

ศิลปะป้องกันตัวท่าทางการต่อสู้ ของมวยไทย

ศิลปะป้องกันตัวท่าทางการต่อสู้ ของมวยไทย

   มวยไทย นั้น ถือได้ว่าเป็นกีฬา ที่ใครๆ หลายๆ คน ให้ความสนใจ กันเป็น จำนวนมาก ด้วย ท่าทาง การต่อสู้ที่ดุเดือด และ สวยงามไปในตัว

          ถ้าใครๆ หลายๆ ทานพูดถึง มวยไทย แล้วละก็ แน่นอนว่า เป็นกีฬา ที่จะทำให้ใครๆ หลายๆ ทาน สนใจ และ ติดตามกันเป็น จำนวนมาก ไม่ว่า จะเป็น สายภาพยนตร์ สายการเเสดง สายการ์ตูน ล้วนแล้ว มีมวยไทย เข้าไปมีบทบาท เป็นส่วนใหญ่ ด้วยท่าทาง และ ลีลา ที่ ดุดเดือด และ สวยงาม รวมไปถึง ประวัติศาสตร์ อันยาว นานของ มวยไทย ไม่ว่าจะเป็น ท่าทางการต่อสู้ เรื่องเล่า ของคนสมัยก่อน ร่วมไปถึง ประวัติ และความเป็นมา ที่มากมาย และ ยังมีความเป็นเอกลักในตัว อีกด้วย

 

มวยไทย นั้น ถือได้เลยว่า เป็นกีฬา ที่ทำให้ ใครๆ หลาย คน สนใจ และ ติดตาม เพราะ มีการแข่งขัน อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในประเทศไทยเรา หรือ ต่างประเทศ ก็ให้ความสนใจ กันเป็นจำนวนมาก และ มีการแข่งขัน ที่ดุเดือด นั้นจึงทำให้ เป็นกีฬา ยอดนิยม ในหลายๆ ประเทศเลยที่เดียว

 

ท่าศิลปะการต่อสู้ของ มวยไทย

 

ท่าทาง เเละ การต่อสู้ ของ มวยไทยนั้น ไม่ใส่แค่ ความเท่ และ สวยงามอย่างเดียว ยังเป็นการป้องกันตัว ที่ได้ผล และ รุนแรง ถ้าทำใส่คู่ต่อสู้ และ ยังได้รับความนิยม มากมาย ท่ามวยไทย แต่ละท่า นั้น ยังได้ มีการเอาไป เป็นแบบ หรือ ได้มีการ ทำท่าทาง ทั้งในเกม และ ภาพยนตร์ นั้น คงไม่ต้องบอกเลยว่า ศิลปะ ท่าทางแม่ไม้มวยไทยนั้น ได้รับความนิยม มากมาย ขนาดไหน เราจะยกตัวอย่าง ท่ามวยไทย เด็ดๆ ที่ ใครๆ ก็รู้จัก และ เป็นที่นิยม กัน

 

ท่าที่ 1 ยอเขาพระสุเมรุ

ท่านี้ใช้ตั้งรับหมัดตรง และ หากคู่ต่อสู้นั้นเป็นมวยซ้าย ให้ก้มศีรษะลงไป ให้หมัดของอีกฝ่ายนั้น ผ่านศีรษะไป พร้อมกับสืบเท้า ขวาไปข้างหน้า เพียงเล็กน้อย แล้ว ใช้ความรวดเร็ว และ จังหวะหาโอกาส ปล่อยหมัด เสย ปลายคางฝ่ายตรงข้ามทันที ถือเป็นท่าที่รุนแรง เลยที่เดียว และ สามารถ ล้มคู่ต่อสู้ ให้นอนลงบนพื้นได้ นะจะบอกให้

 

ท่าที่2 หักงวงไอยรา

ท่านี้จะถือ เป็นการ ใช้ศอกในการ แก้ทางมวย และ ตัดกำลังขาคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดีเลยที่เดียว เพราะ เนื่องจากมวยไทย เราจะ สังเกตได้เลยว่า จะมีการใช้ขาในการ เตะอยู่หลายท่ามากๆ  ดังนั้นท่า หักงวงไอยรา จึงจำเป็น ที่จะต้องใช้ตัดกำลังขา ของคู้ต่อสู้ ด้วยการใช้ศอกกระทุ้งที่โคนขานั้น อาจจะยากในการที่จะหาจังหวะทำท่านี้  เพราะเมื่อคู่ต่อสู้ยกแขนเตะกวาดที่ชายโครงแล้ว ฝ่ายรับจะต้องก้าวเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว พร้อมหันหน้าไปตามทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามรุกเตะเข้ามา แล้ว ให้กระแทกศอกอัดบริเวณโคนขา ชองคู่ต่อสู้  พร้อมใช้แขนจับล็อก ที่ หน่อง เพื่อยกให้ขาขึ้นสูง เพื่อให้เสียหลักป้องกัน ท่านี้จะเป็น ท่าที่เห็น ในภาพยนตร์ในหลายๆ เรื่องด้วยนะ

 

ท่าที่ 3 หนุมานถวายแหวน

            ท่านี้ ถือเป็นที่ ที่ได้รับความนิยม ในหลายๆ ทาน เป็นอย่างมาก เพราะ ท่านี้ ได้มีการ นำไป แสดง ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที หรือ รวมไปถึง เกม นั้นแสดงให้เห็นเลยว่า ท่า หนุมานถวายแหวน นั้น เป็นท่า ที่ใครก็รู้จัก ท่านี้นั้น จะเป็นการ ใช้เชิงมวย และ การแก้ทางชอง มวยมือขวา ถ้าใครที่ได้ดูฉาก ในละคร จะเห็นได้เลย ว่าท่านี้ก็พิษร้ายแรงใช้เล่นทำเอาคู่ต่อสู้ เจ็บช้ำเลือดช้ำหนองได้เลยทีเดียว  เนื่องจากฝ่ายรับจะก้าวเท้ามาด้านข้าง พร้อมใช้หมัดซ้ายปัดหมัดขวาของฝ่ายรุก จากนั้น ให้เราย่อตัวลงหลบหมัดตรงของคู่ต่อสู้ แล้วสวนกลับด้วยหมัดทั้งสอง อย่ารวดเร็ว เสยเข้าไปที่คาง ให้เต็มแรง รับรองว่าคนโดนต้องมีร้องกันมั้ง แหละ

 

ท่าแต่ละท่านั้น มีประวัติ และ ความเป็นมา อย่างยาวนาน ด้วยท่าทางลีลา ที่สวยงาม รวมไปถึงความรุนแรง ที่สามารถ ทำให้คู่ต้องสู้ ล้มลงพื้น นั้น เป็นสาเหตุ ที่ทำให้ ใครๆ หลายคน ให้ความสนใจ และ ฝึกฝนมวยไทย เพื่อ ป้องกันตัว หรือ เพื่อแข่งขัน ขึ้นสู่สังเวียน เพื่อ จะไปคว้าชัยชนะ และ ยังเป็นตัว อย่างให้ หลายๆ สื่อ ทั้ง ภาพยนตร์ การ์ตูน และ เกม ได้นำไป ใช้ เพื่อเป็น ศิลปะ และ ความบันเทิง นั้น ทำให้ มวยไทย ได้รับความนิยม ไปทั่วโลก และ ทำให้ ใครๆ หลายๆ ทาน อยากหลงรักใน ศิลปะแม่ไม้มวยไทย

 

อ่านบทความเพิ่มเติม

 

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

ไหว้ก่อนชก ประเพณีอันดีงาม

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

เครื่องรางของขลังประจำตัวนักมวย

ในอดีตมวยไทยนั้นเป็นสิ่งสำคัญของลูกผู้ชาย เพราะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การมีวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพันเชื่อว่าจะช่วยให้การต่อสู้ได้รับชัยชนะและปลอดภัยจากคมดาบ ดังนั้นเครื่องรางของขลังจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่นักมวยต้องมี

 

1. มงคล

     มงคลทำด้วยสายสิญจน์ หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์เป็นผู้เขียนอักขระหัวใจมนต์ คาถาและเลขยันต์ แล้วถักหรือม้วนพันด้วยด้าย หรือด้ายสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วยผ้าซึ่งผ่านพิธีกรรมจากครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมทำเป็นวงสำหรับสวมศีรษะ โดยรวบเป็นหางยาวไว้ข้างหลัง

     ในอดีตมีการกล่าวถึงการใช้ไสยศาสตร์ในพิธีทำมงคล ดังนั้นการสร้างมงคลแบบที่ยาก และมีอำนาจแบบไสยศาสตร์เร้นลับที่สุด จะเป็นห่วงวงกลมทำมาจาก “งูกินหาง” อาจจะเป็นงูหนึ่งตัวกินหางของมันเองหรืองูสองตัวกินหางซึ่งกันและกันก็ได้ การกินหางของงูเกิดจากอำนาจสะกดจิต หรือพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ แล้วนำห่วงกลมที่เกิดจากงูกินหางนั้นไปย่างไฟจนแห้งสนิท จากนั้นนำไปแช่น้ำมนตร์ ซึ่งหุงมาจากน้ำมันมะพร้าวผสมด้วยว่านยาสมุนไพรบางอย่าง แล้วจึงพันไว้ด้วยผ้ายันต์ หรือด้ายสายสิญจน์หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง เล่ากันว่าพิธีกรรมเร้นลับสำหรับการสร้างมงคลเครื่องผูกศีรษะเหล่านี้ ใช้อำนาจไสยศาสตร์ให้เคลื่อนไหวสำเร็จขึ้นมาทั้งสิ้น ปัจจุบันสูญหายการถ่ายทอดไปหมดแล้ว

     มงคลถือเป็นเครื่องรางให้สิริมงคลและคุ้มกันอันตราย ในอดีตใช้สวมศีรษะในขณะชก บางคนสวมสองอันก็มี เวลาชกมวยหากมงคลหลุดจากศีรษะ ฝ่ายตรงข้ามก็จะหยุดชกเพื่อให้เก็บมงคลมาสวมใหม่ แล้วจึงชกต่อเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาจะไม่มีการซ้ำเติมกันในขณะก้มลงเก็บมงคลเป็นอันขาด ส่วนนักรบในอดีตก็จะสวมมงคลออกรบโดยสวมไว้ที่ศีรษะหรือคล้องคอ เวลาไม่ได้ใช้ก็จะเก็บรักษาไว้ในที่สูง เช่น บนหิ้ง บนตู้ หรือใส่ตะกร้าแขวนไว้สูง ๆ ในบริเวณที่เป็นห้องพระ หรือหัวนอน เพื่อบูชาและป้องกันการสูญหาย หรือป้องกันใครเดินข้ามเพราะจะทำให้คาถาอาคมเสื่อมได้

 

2. ประเจียด

     ใช้ผ้าสาลู (ผ้าขาวบางเนื้อดี) หรือผ้าดิบสีขาว หรือสีแดงตัดเป็นสามเหลี่ยมลงเลขยันต์มหาอำนาจ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในชุดวิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด คุ้มกำลัง ภาษาที่ใช้เขียนมักเป็นอักขระโบราณ เช่น อักษรขอม อักษรเทวนาครี ซึ่งพระครูหรือเกจิอาจารย์จะเป็นผู้เขียน และทำพิธีพุทธาภิเษก เช่นเดียวกับพระเครื่องหรือพระบูชา ม้วนหรือถักพันด้วยด้าย อาจใส่ว่าน ตะกรุด หรือเครื่องรางของขลังชนิดอื่นไว้ข้างในผ้าประเจียดก็ได้ “เป็นเครื่องรางคุ้มกันตัวใช้ผูกติดกับต้นแขนตลอดเวลาการแข่งขันชกมวย”

 

3. ผ้ายันต์

     คือผ้าดิบหรือผ้าเนื้อบางสีขาวหรือสีแดง เขียนอักขระเลขยันต์ และรูปภาพต่าง ๆ โดยเกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านเชื่อถือว่ามีคาถาอาคมแก่กล้า วิธีทำคล้ายผ้าประเจียดแต่ผ้ายันต์มักเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า “ใช้พกติดตัว หรือพันเป็นผ้าประเจียดก็ได้”

 

4. พระเครื่อง

     ทำด้วยโลหะ ผงปูน ดิน หรืออาจใช้วัตถุหลายชนิดจากแหล่งต่าง ๆ ที่เป็นที่เคารพเชื่อถือของประชาชน นำมารวมกัน บางครั้งอาจใช้เส้นผม เชี่ยนหมาก เศษจีวรของเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงผสมลงไปด้วย เพื่อเพิ่มความขลังแล้วจึงทำพิธีพุทธาภิเษกลงเลขยันต์ คือมีพิธีกรรมที่รวมการบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย การบริกรรมคาถาอาคมต่าง ๆ ในขณะทำพระเครื่องเวลาขึ้นชกมวยมักจะพกติดตัว โดยใช้พันไว้ในมงคล หรือผ้าประเจียด “นักมวยบางคนใช้อมไว้ในปากเวลาขึ้นชก วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมเพราะจะเป็นอันตรายแก่ตัวเองได้”

 

5. ตะกรุด

     ใช้แผ่นโลหะบางรูปสี่เหลี่ยม เช่น ทอง เงิน นาก ทองแดง หรือใบลาน และกระดาษสาลงเลขยันต์ คาถาอาคมเช่นเดียวกับลงผืนผ้าเพื่อทำประเจียด แล้วม้วนให้กลมตรงกลางเว้นช่องว่างสำหรับใช้สายเชือกร้อย “ใช้สำหรับคาดบั้นเอว คล้องคอ หรือคาดไว้ที่ต้นแขน” หากใส่ในมงคลหรือประเจียดมักจะใช้ตะกรุดขนาดเล็ก

 

6. พิสมร

     ทำด้วยแผ่นโลหะหรือใบลานรูปสี่เหลี่ยม ลงเลขยันต์มีที่ร้อยสาย แต่โดยมากไม่ม้วนให้กลมอย่างตะกรุด ซึ่งต้องผ่านพิธีกรรมเช่นเดียวกับตะกรุด

 

7. พิรอด

     ทำด้วยกระดาษสา หรือถักด้วยหวายผ่านพิธีกรรมแล้วลงรักปิดทองเรียกว่า “กำไลพิรอด” ใช้สวมต้นแขน หรือแหวนพิรอดใช้สวมนิ้ว หากเป็นกำไลพิรอดชนิดงู 2 ตัว กลืนหางซึ่งกันและกันจนตายทั้งคู่เช่นเดียวกับการทำมงคล “นับว่าเป็นของวิเศษเพราะหายาก และเชื่อว่ามีอานุภาพมาก”

 

8. ว่าน

     คือพืชที่มีสรรพคุณหลายอย่าง บางชนิดใช้ในการรักษาพยาบาล ใช้รับประทานรักษาโรคบางชนิด ใช้ทารักษาแผล รักษาผิวหนัง บางชนิดห้ามรับประทานเพราะเป็นพิษ “บางชนิดเชื่อว่าทำให้ผิวหนังทนความร้อน หรือหนังเหนียว จึงนิยมนำมาทำเป็นเครื่องรางของขลัง โดยการปลุกเสกคาถาอาคมเช่นเดียวกับเครื่องรางของขลังชนิดอื่น” ใช้พกติดตัวใส่ในมงคลประเจียด หรือใช้เป็นส่วนผสมในการทำพระเครื่อง บางคนใช้แช่น้ำดื่มก็มี

 

9. คาดเชือก

     การคาดเชือกเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของมวยไทย คือ การคาดเชือกที่มือโดยใช้ด้ายดิบที่จับเป็นไจ(รวมเส้นด้าย) ขนาดโตเท่าดินสอดำ ต่อกันเป็นเชือกยาวประมาณ 20 -25 เมตร ม้วนแยกไว้ 2 กลุ่ม ใช้พันสันหมัดและข้อมือ ความยาวต่างกันตามความต้องการของประเภทนักมวย

     การคาดเชือกจะช่วยให้กระดูกนิ้วมือไม่เคล็ดง่าย และทำให้หมัดแข็ง น้ำหนักหมัดมีความหนักแน่นกว่าหมัดธรรมดา แต่ถ้าพันหนามาก  จะทำให้ชกอืดอาด  บางสำนักครูอาจารย์จะเป็นผู้พันด้ายดิบให้นักมวย พร้อมบริกรรมคาถาพร้อมกันไป  บางแห่งก็จะทำพิธีปลุกเสกลงคาถาอาคมในด้ายดิบ  บางอาจารย์ใช้ด้ายตราสังศพมาใช้พันมือของนักมวย

     คุณลักษณะพิเศษของการคาดเชือก คือ วิธีการคาดสามารถบอกภูมิลำเนาของสำนักมวยได้ว่าเป็นนักมวยมาจากถิ่นใด  และบอกถึงลักษณะการใช้หมัดและการใช้ศอกว่าเป็นอย่างไร เช่น “มวยโคราช” เป็นนักมวยเตะและต่อยวงกว้าง จะคาดหมัดถึงข้อศอกเพื่อป้องกันการเตะ ส่วนมวยลพบุรี เป็นที่เลื่องชื่อว่ามวย “หมัดตรง” ไม่กลัวเตะเพราะรู้เชิงป้องกัน การคาดเชือกจึงเพียงครึ่งแขน ส่วนมวยภาคใต้ “มวยไชยา” ถนัดใช้ศอกและแขน การคาดเชือกจึงเลยข้อมือไม่มากนัก เพื่อกันเคล็ดเท่านั้น เนื่องจากจะใช้ศอกในการกระแทกลำตัว หากบางคนต้องการพันด้ายขนาดยาวเพราะต้องการใช้หมัดบังหน้าด้วย

 

     “เครื่องรางของขลังทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่าเครื่องคาด คือ ใช้ผูกหรือคาดที่ศีรษะ แขน เอวเป็นต้น” บางแห่งเคี้ยวหมาก ซึ่งถือเป็นเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งเช่นกัน โดยเกจิอาจารย์จะเป็นผู้จัดทำ และลงคาถาอาคมให้นักมวยเคี้ยว เพื่อต่อสู้ศัตรูคนไทยสมัยก่อนมีความเชื่อถือในเรื่องของไสยศาสตร์ เช่น คาถาอาคม ความอยู่ยงคงกระพัน และเรื่องของจิตวิญญาณกันมาก นอกจากเครื่องรางของขลังดังกล่าวแล้ว ถ้าหากต้องการให้คาถาอาคมติดกาย หนังเหนียว มีความอดทนไม่เจ็บปวดก็จะให้เกจิอาจารย์สักอักขระแห่งเครื่องหมายไสยเวทบนผิวหนังตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อความอยู่ยงคงกระพัน เพราะเชื่อว่าศาสตราวุธทั้งหลายไม่สามารถทำอันตรายได้ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องต่อสู้กับศัตรู ก็จะใช้ท่องภาวนาคาถากำกับอีกครั้งตามที่เกจิอาจารย์ได้สั่งสอนไว้ เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ สร้างสมาธิให้จิตแน่วแน่มั่นคง เวทมนตร์คาถาที่ใช้จึงเป็นในทางคุ้มภัย เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน เชื่อว่าสามารถสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้ ทั้งเป็นการป้องกันหากคู่ต่อสู้ใช้อาถรรพเวทก็จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์คาถาถอนแก้การกระทำยำยี บำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นให้เสื่อมสลายไปในทันทีทันใด

     นี่ก็เป็นเครื่องรางของขลังในมวยไทยที่นักมวยมักจะนิยมใช้ทุกครั้งเมื่อต้องขึ้นชก แต่อย่างไรก็ตามมักอยู่ที่ความเชื่อของคน เพราะก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคในการชกด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันนี้นักมวยทุกคนก็ยังต้องมีเครื่องรางของขลังติดตัว เพราะนักมวยจะเชื่อกันว่าพกติดต่อแล้วรู้สึกปลอดภัย เพราะของขลังที่ได้มาแต่ละชิ้นนั้นล้วนมาจากเกจิอาจารย์ที่ตนเองนับถือ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ตนเองมีที่พึ่งทางใจ

     และถ้าหากคุณกำลังมองหาสถานที่ฝึก มวยไทย หรืออยากเรียนมวยไทย มาฝึกกับเราได้ที่ เจริญทองมวยไทยยิม ( Jaroenthong Muay Thai Gym ) กับสาขาที่ใกล้และสะดวกที่สุด ซึ่งมีให้เลือกถึง 3 สาขา (สาขารัชดา, สาขาข้าวสาร, สาขาศรีนครินทร์)

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม

กติกาสังเวียนมวยไทย

5 สายเด็ด แม่ไม้มวยไทย

กติกาสังเวียนมวยไทย

กติกาสังเวียนมวยไทย

มวยไทย ( Muay Thai ) ศิลปะการต่อสู้ที่มีความโดดเด่น ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ ซึ่งปัจจุบันมีการจัดรายการแข่งขันและได้รับความสนใจ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกติกาในการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่น กันสักหน่อยดีกว่า

 

     กีฬาทุกชนิดนั้นจะมีกฎกติกาของแต่ละกีฬาแบ่ง ๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นกีฬาที่ใช้พลังกำลังหรือกีฬาที่ใช้ความสามารถด้านความคิดหรือรวมไปถึงกีฬาประเภท Esport หรือกีฬาที่แข่งกันผ่านเกมก็ล้วนแล้วจะมีกฎกติกา อยู่ทุกประเภท รวมไปถึงกีฬาที่ใช้การต่อสู้เพื่อล้มคู่ต่อสู้ นั่นคือ กีฬาการต่อยมวยนั่นเอง กีฬามวยนั้นจะแบ่งกฎกติกาในหลาย ๆ กฎกติกา ไม่ว่าจะเป็นกฎกติกาเวทีสังเวียน กฎกติกาอุปกรณ์การชกมวย หรือกฎกติกานักมวย จะแบ่งได้หลากหลายรูปแบบของกฎกติกา ดังนั้น เราจะมาแยกกฎกติกาของกีฬามวยประเภทต่าง ๆ กัน ดังนี้

 

     กติกาในการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่น มีหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนและการตัดสิน ดังนี้

1. การให้คะแนนการชก

     1.1 การชกที่ได้คะแนน ในแต่ละยก ผู้ตัดสินจะคิดคะแนนให้แก่นักมวยแต่ละคน ตามจำนวนของการชกที่ถูกต้องตามแบบฉบับ มวยไทย ( Muay Thai )

     1.2 การชกที่ไม่ได้คะแนน มีดังนี้

          - การชกที่ละเมิดกติกาข้อใดข้อหนึ่ง

          - ชกถูกแขน ขา ของคู่แข่งขัน ในลักษณะที่คู่แข่งกระทำเพื่อป้องกันตนเองจากอาวุธ